Muikik~o:]'s profilemuikiko's spacePhotosBlogLists Tools Help

Blog


    February 24

    ><

     
    ช่วงนี้ให้ความรู้สึกแบบเมืองไทยมาก ไม่ใช่ว่าที่นี่อากาศร้อนหรืออะไรหรอกนะ
    แต่มันเป็นฟีลว่า เมื่อคืนสังสรรค์กับเพื่อนนิดหน่อย
    พอตื่นขึ้นมาก็เปิดคอมเขียนนิยาย
    พอคิดไม่ออกก็เปิดนู่นเปิดนี่ดูเล่นไปตามประสา
    แล้วก็นั่งฟังเพลงไทย อะไรแบบนี้
    มันก็เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกๆ ทั้งๆ ที่อยู่แปลกที่ และชอบความรู้สึกนี้มาก
    แล้วหลังๆ พอสังเกตนิยายของตัวเองดูก็จะมีสำนวนแบบแปลกๆ โผล่ขึ้นมาเหมือนกัน
    มีมุขประหลาดๆ ดูเป็นนวนิยายที่สว่างนิดๆ ทั้งๆ ที่คาแรคเตอร์ไม่ค่อยสว่าง แต่ไหงนิยายมันสว่างได้ก็ไม่รู้ 
    พอเขียนเซ็งๆ ก็ได้ยินเพลงที่ใช้ในนิยายเรื่องเก่าดังขึ้นมา
    ก็เลยได้โอกาสแวบกลับไปดูนิยายเรื่องเก่านิดหน่อย
    สิ่งที่น่าตกใจก็คือ มันขายหมดแล้วจริงๆ ตอนแรกก็ไม่ได้สังเกตว่ามันขึ้นว่าหมด
    คิดว่าจะลงมาดูคอมเม้นท์ซึ่งก็คิดว่าคงไม่ได้มีคอมเม้นท์อะไรเพิ่มหรอกเพราะมันนานแล้ว
    พอดูคอมเม้นท์เสร็จเลยย้อนขึ้นมาดูหน้าปกและเพิ่งเห็นว่ามันติดว่า หมดแล้ว
    ก็เลยตกใจนิดนึง เอ๊ะ ขายหมดด้วยเว้ย อะไรแบบนี้
    พอแวบเข้าไปดูของตัวเองก็เลยเห็นว่า โครงการที่เราประกวดเข้ามา กำลังจะประกาศผลปีที่สองวันศุกร์นี้แล้ว
    ก็แอบตื่นเต้นนิดๆ เหมือนกันนะ มันเป็นความรู้สึกแบบปีที่แล้วน่ะ
    ที่คืนก่อนวันประกาศผลก็รู้สึกตื่นเต้นแบบแปลกๆ ลุ้นแบบแปลกๆ
    ตอนนี้ก็เหมือนแอบลุ้นแบบแปลกๆกับคนอื่นอยู่เหมือนกัน ฮิฮิ
     
    February 05

    synopsis

    เพิ่งจะกลับมาอ่านบล๊อคของตัวเองวันนี้ (ไหวมั้ย? ทิ้งร้างไว้เป็นชาติ)
    ความจริงแล้วที่เข้ามาเขียนก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะนอกจากนอนไม่หลับ
    สงสัยจะกินกาแฟมากเกินไป หรือไม่ก็เพราะว่าไม่ได้ใช้กำลังอะไรเลยไม่รู้จะนอนเอาแรงไปเพื่ออะไร
    ทั้งๆ ที่ต้องนอนก็รู้อยู่ แต่พอมันไม่ได้ลงแรงอะไรมาก มันก็ไม่เหนื่อยพอที่จะนอนได้
    สงสัยจะชินกับการทำงานหนักซะล่ะมั้งเนี่ย?
     
    จริงๆ แล้วอ่ะนะ อยู่ลอนดอนเนี่ยก็ลงเรียน Novel Plotting เอาไว้
    เค้าก็บอกว่าให้เขียนเรื่องย่อ whole story มาส่ง
    ตอนแรกเราก็กรี๊ดกร๊าดมากมาย ว่าทำไม่ได้ จะบ้าเหรอจะให้นั่งเขียนนิยายภาษาอังกฤษ เพี้ยนรึเปล่า
    ภาษาพ่อภาษาแม่ก็ไม่ใช่ narrative tense ของนวนิยายก็เรียนไปตึ๋งเดียว
    แล้วจะให้เขียนนวนิยายภาษาอังกฤษเนี่ยนะ กลับมานั่งเครียดและโวยวายกับทุกคนในโลกใบนี้
    ตั้งแต่คนไทยในลอนดอน ลามไปที่เพื่อนร่วมงานในสตาร์บัคส์ ลามไปที่ครอบครัที่เมืองไทย ลามไปที่เพื่อนตามประเทศต่างๆ
    ทุกคนต่างก็พูดว่าให้เขียนๆ แต่ก็ยังคงกรี๊ดกร๊าดโวยวายต่อไปอย่างหยุดไม่ได้อยู่ดี
    จะบ้าเหรอ เพี้ยนรึเปล่า ไม่ ไม่ทำ จะเขียนนิยายภาษาไทยไม่ใช่ภาษาอังกฤษทำไมต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย ไม่มีเหตุผล พอเลย หยุด!
    สุดท้ายเลยหยุด
    หยุดโวยวายและตั้งหน้าตั้งตาเขียนสักที
    ก็ทั้งๆ ที่ new year resolution ก็เขียนอยู่ทนโท่ว่า "จะไม่ท้อถอย"
    พอเจอคอร์สแรกก็ไปซะแล้วแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ด่าตัวเองเสร็จสรรพก็นั่งอยู่หน้าแป้นพิมพ์
    โดดเรียนไปสองวันครึ่งเพื่อใหได้นวนิยายไทยแต่เขียนเป็นภาษาอังกฤษมาหนึ่งเรื่อง
    ฟิ้ววว ก็ทำได้เหมือนกันนะเนี่ย (แปะ แปะ แปะ)
     
    เลยเอาไปให้แม่ที่ลอนดอนดู (นางชื่อวิคกี้เป็นนักเขียนชาวฮังการีที่ทำงานที่สตาร์บัคส์ ผู้คอยเสี้ยมสอนและเคี่ยวเข็ญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง)
    แม่อ่านประโยคแรกแล้วหันมาพูดว่า 'you never been in love, have you? you never had a boyfriend for sure. If you had, you couldn't write such a love story like this. Look at this 'There was so much painful...''
    'I hate you now vicky, could you please read it in mind not out loud'
    นี่แหละแม่ ดูสิ แม่ชอบแกล้งเราแบบนี้แหละ
    สรุปแม่บอกว่าเรื่องของเราน่าสนใจมาก เขียนออกมาเป็นหนังทีเดียวเชียวนะ I can imagine everything. But it's too Asia.
    แปลว่าไรวะเนี่ย น้ำเน่าเหรอ?
     
    เอาเถอะ พอเขียนเรื่องย่อเสร็จสรรพปั๊บ ก็เริ่มเขียนจริงมาได้สักพัก ตอนนี้อยู่บทที่สี่ล่ะ
    แล้วอยู่ๆ ก็ได้รับอีเมล์อีกฉบับ บอกว่าให้เขียนเรื่องย่อเรื่องเก่า ที่ตีพิมพ์ไปแล้วอีกที!
    เอาไปทำไรไม่ขอบอก เพราะว่าไม่ควรพูดเสียงดัง ฮ่าๆๆ อิอิอิ
     
    แม่บอกว่าผู้หญิงควรมีความลับไว้คู่กาย (อ้าว ไม่ได้บอกเหรอ)
     
    เอาเป็นว่าตอนนี้กลับมาสู่ระบบเรื่องย่ออีกแล้ว
    แล้วก็เขียนเก่งเชียวเรื่องย่อบ้าบออะไรเนี่ย
    แต่เรื่องเขียนไม่เก่งยังไม่เลวร้ายเท่ากับ "กูจำได้เชียวเรื่องเก่าเนี่ย"
    ฮี่ ฮี่ ฮี่
    November 02

    ขนม ขนม ขนม

    ช่วงนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานเลย
    ไม่ใช่ว่าใจลอยไปหาใครหรอกนะ ฮะฮะฮะ
    แต่เป็นเพราะว่าคิดแต่เรื่องทำขนมตลอดเวลา
    ทำอันนั้นดีกว่าอันนี้ดีกว่า
     
    ไปซื้อเครื่องทำมาอันนึงแล้วเป็นเครื่องตีแป้งตีไข่
    คราวก่อนเอาไปตีนมขึ้นฟูสวยงามเนื้อเนี๊ยนเนียน
    ภูมิใจอยู่ได้สองสามวัน
    ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ใช้อีกเลยเพราะไม่ว่างจะทำ
    แล้วก็คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร
    เลยไม่มีกำลังใจจะทำ
    ตอนนี้พอคิดออกก็อยากจะไปซื้อเครื่องเพิ่ม เดี๋ยวจะนั่งทำมันทั้งวันเลย
    กินขนมทั้งวันให้อ้วนตายกันไปข้าง
     
    แต่ตอนนี้น้ำหนักลดอย่างแรง เพราะร่างกายอ่อนแอ
    เป็นหวัดอยู่สามวันแถมยังต้องทำงานดึกถึงตีสี่ตีห้า
    แล้วมันจะหายได้ยังไงล่ะคะ?
    อีกวันเลยนอนตั้งแต่เที่ยงคืน
    หลับสบายยังเที่ยง ตื่นมามีน้ำมูกอีกนิดหน่อย
    แต่ร่างกายดีขึ้นมากมาย สบายใจจริงๆ
     
    ช่วงนี้ที่พารากอนมีงานอาหารญี่ปุ่นอีกแล้ว
    ได้ไปกินไอติมมาด้วยอร่อยอย่างงี้ แต่แพงอย่างงี้เหมือนกัน
    ซื้อนมกล่องจากฮอคไกโดมา จะหมดอายุวันที่ 7 นี้ด้วย
    หมดเร็วไปเปล่าคะเนี่ย? หนูจะได้เอาไปทำขนมได้เหรอ?
     
    (ไม่ได้ชัวร์เลยT^T)
    September 19

    เรื่องเศร้า..

    เมื่อวันอาทิตย์เครื่องบินวันทูโกไถลออกนอกรันเวย์
    ซึ่งเราคิดเอาเองเมื่อได้ยินข่าวว่าคงไม่มีอะไรมาก
    เป็นแค่เครื่องบินลงไปตรงรันเวย์
    คงอาการคล้ายๆเคร่องบินแอร์บัสหรืออะไรสักอย่างที่ใหญ่ๆเฉี่ยวโกดัง
    แต่ที่ไหนได้เห็นภาพแล้ว ตกใจมาก
    เฮ้ย มันขนาดนี้เลยเหรอ แล้วมีคนตาย้วย
    เท่านี้เราก็ว่าช๊อคแล้ว
    แต่พอเห็นชื่อที่ขึ้นด่านล่างเราก็ต้องงงงวยนิดๆ
    เพราะนามสกุลคุ้นๆนะ แต่คิดเอาเองว่าคงไม่มีอะไร
     
    วันรุ่งขึ้น ตั๊กก็โทรมาแล้วบอกกับเราว่า
    "รู้เรื่องแม่ฝ้ายรึยัง แม่ฝ้ายอยู่ในเครื่องบินวันทูโกด้วย"
    เท่านั้นเราก็ตกใจพูดอะไรไม่ออก
     
    เมื่อวันก่อนยังเพิ่งคิดอยู่ว่าจะโทรหาฝ้าย
    เพราะว่าไปเจอจดหมายที่มันเขียนมาให้ตอนเราอยู่ปีหนึ่งปีสอง 
    แต่ก็ไม่ได้โทรไป พอเจอเรื่องนี้ก็อึ้งอยู่สักพัก
    ตั๊กก็บอกว่าโทรไปหามันก็ได้นะ
    แต่เราก็ยังไม่กล้าโทรไป เลยโทรไปบอกกนกแล้วก็ร้องไห้ออกมาเฉยเลย
     
    ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์ในทีวีมันจะอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้
     
    เนื่องจากยังไม่กล้าดทรเพราะคิดว่าอนนี้ไม่พร้อมจะปลอบใคร
    ก็เลยไทร แต่ส่งเมสเสจไปแทน
     
    วันรุ่งขึ้นก็โทรแต่ไม่ติด ตั๊กบอกว่าโทรศัพท์มันเสีย
    เลยให้เบอร์น้าของฝ้ายมา เราก้โทรไป น้าก็รับแต่ไม่ได้อยู่กับฝ้าย
    เลยยังไม่ได้คุยกับฝ้าย
    แต่ตั๊กบอกแล้วว่าวันพรุ่งนี้จะไปงานศพ
    เพราะจะย้ายขึ้นมาสวดที่กรุงเทพฯ
     
    วันนี้เราก็ไปงานศพมา
    เจอฝ้ายที่ไม่ได้เจอกันมาซะตั้งนานยืนเหงาเศร้าสร้อยอยู่
    ไม่รู้จะพูดอะไร ไปกันตั้งห้าคน ไมใครพูดอะไรออกสักคนเดียวได้แต่จับมือตบไหล่ไปเรือยเปื่อย
    แล้วก็ถามมันแค่ว่ามีอะไรให้ช่วยทำมั้ย
    มันก็คิดๆอย่างไค่อยมีสติว่าไม่ต้องหรอก นั่งเถอะ เราก็ไปนั่งกันแล้วก้คุยกันเอง
     
    ก็มีเพื่อนสตรีวิทย์มาประมาณ 10 คน แต่ส่วนใหญ่ก็รู้เรื่องแล้ว
    แต่ติดธุระมาไม่ได้กันอยู่
    สวดเสร็จก็อยากจะพาฝ้ายออกไปกินข้าวด้วยกัน
    แต่ว่าฝ้ายกินแล้วแล้วท่าทางก็ไม่ได้อยากไปไหน
    แต่ชวนไปเที่ยววันอื่นเอาไว้แทน
    อยากให้มันเข้มแข็งได้เร็วๆ แต่เรื่องนี้เราก็รู้ว่ามันทำใจลำบาก
     
    ตอนนี้พวกเราก็ทำได้แค่ให้กำลังใจและคอยติดตามข่าวเรื่องวันทูโกอย่างใกล้ชิด
     
    ยังไงก็ตาม
    ขอให้คุณแม่ของฝ้ายไปสู่สุคตินะคะ
    September 07

    เราขอโทษนายนะ

     พอดีว่าไปรู้เรื่องราวเบื้องลึกมามากมาย
    จนทำให้เราต้องรู้สึกผิดที่มองนายในแง่อื่นไปนะ
    (สงวนนามไว้เพื่อให้เดาเล่น)
     
    เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นต่อหน้าเราหรอก แต่พอเราได้ยินเรื่องนี้เราก็ต้องบอกว่าเราประทับใจนายมาก
    จนอยากเอาไปเล่าให้ใครต่อใครฟังมากมายเลยล่ะ เลยอยากเอามาเขียนในนี้
    แต่เนื่องจากนายเป็นคนดังเราเลยไม่อยากเสียงดังเพราะจะเป็นเรื่องไป
     
    ความจริงแล้วนายสามารถก้าวหน้าในการงานอาชีพได้มากกว่านี้
    สามารถออกไปขายที่บ้านเมืองอื่นได้แล้ว
    แต่นายต้องเลือกที่จะเลิกเล่นละคร
    ซึ่งนายไม่ไป นายบอกว่า
    "ยังอยากจะนั่งมอเตอร์ไซค์วิน อยากกินข้าวแกงข้างทาง"
     
    แม้ว่าจะมีคนบอกให้นายก้าวหน้าไปมากกว่านี้โดยย้ำว่าจะยุบละครอีกครั้ง
    นายก็บอกว่า
     
    "ถ้ายุบละครเรื่องนี้ไป แล้วนักแสดงคนอื่นเค้าจะไปอยู่ไหนล่ะครับ
    พวกเค้าต้องตกงานรึเปล่า ถ้าต้องเป็นแบบนั้น ผมขออยู่แบบนี้ก็ดีอยุ่แล้ว
    ต่อไปถ้าผมจะดับ ผมก็กลับไปทำงานกินเงินเดือนได้สักสองหมื่นผมก็อยู่ได้"
     
    เราได้ยินที่นายพูดแบบนี้เราก็ซึ้งมากจนต้องกลั้นน้ำตาทีเดียว
     
    นายเป็นคนดีที่คิดถึงและเห็นใจคนอื่นมากๆ
    ขอโทษที่เคยว่าร้ายนายนะ
     
    เราซึ้งนายมากเลย
    September 03

    ช่วงนี้

    อนิเมชั่นที่อัพให้ดูนี่เป็นอนิเมชั่นที่ทำเองได้ง่ายมากเลยนะคะ
    ถ้าใครอยากได้ก็ลองเข้าไปทำในเวบนี้ดู
    สามารถโหลดเข้าไปในเวบตัวเองได้ด้วยนะคะ
    แต่ว่าเรายังทำไม่เป็นเลยทำแต่ตัวติ๊งต๊องเต็มไปหมด
    แล้วเซฟออกมาแปะๆให้ดูสวยงาม
    เหมือนกับว่าทำเองเป็น 555+
     
    ตอนนี้ในบรรดานิสยสารที่อ่านชอบนิตยสารเรย์ที่สุดเลย
    เพราะว่ามีชุดที่เอามาแมทช์ให้ดูเต็มไปหมด
    แม้แต่ชุดที่ตกเทรนด์ก็เอามาแมทช์ใหม่ได้
    ก็เลยชอบดูๆแล้วก็อ่านล่ะ
    พูดก็พูดอย่างไม่อยากเชื่อตัวเองก็คือ
    เชื่อมั้ยว่าเราไม่ได้ไปเดินชอปปิ้งซื้อเสื้อผ้ามาหลายเดือนแล้วนะ!!!!
    จนตอนนี้แทบจะอดรนทนไม่ได้ เหมือนใจจะขาดรอนๆ
    เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าเสื้อผ้ามันเชยซะแล้ว
    แต่ก็พยายามเอามาแมทช์ใหม่ ใส่ซ้ำๆ ใส่วนๆ
    เพื่อการดำรงชีพที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น
     
    เพราะว่าช่วงนี้สุขภาพร่างกายไม่ค่อยดีเลยนะคะ
    โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาหารการกินเนี่ย
    ท้องไม่ค่อยย่อยเลยล่ะ รู้สึกแย่จัง (' 3 ')
    ก็เลยต้องคุมเรื่องอาหารเป็นพิเศษ
    ตอนนี้เลิกกินหมูกับเนื้อแล้วนะคะ ทานแต่อาหารย่อยง่าย
    เช่น ปลา กุ้ง ปู ไก่ และบรรดาผักทั้งหลาย
    อาหารเผ็ดก็ต้องงดล่ะ รู้สึกเหมือนเป็นคนแก่ยังไงไม่รู้
     
    วันนี้เห็นศึกตะหลิวอะไรของยูบีซีที่ให้เลือกสองเมนู
    เมนูนึงเป็นปลาอีกเมนูนึงเป็นเนื้อ
    รู้สึกอยากกินเนื้อขึ้นมาตะหงิดๆ
    แต่ก็ต้องอดใจไว้นะคะ เพราะมันย่อยยากกก
     
    ดูสิทำไมต้องเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ ที่ผอมอยู่แล้วเลยผอมไปกันใหญ่
    วันก่อนเจอแบงค์ แบงค์ก็ทักว่า คนอะไรเจอทีไรผอมลงทุกที
    ถ้าผอมกว่านี้ไม่ไหวแล้วนะต้องกลายเป็นบ๊วยดองเค็มแล้วล่ะ
    ก็เลยพยายามอัพน้ำหนัก
    เค้าบอกว่ามีสูตรด้วย ทำแบบนี้ แต่ไม่รู้จะจริงรึเปล่านะ 555+
     
    อาหารเพิ่มน้ำหนัก
    1. ควรกินอาหารประเภทไขมัน และที่มีรสหวาน
    2. ดื่มน้ำผักผลไม้สด วันละ 6 แก้ว
    3. ควรกินอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด
    4. กินกล้วยเป็นประจำ
    5. ควรเดินออกกำลังกายให้ถูกแสงแดดวันละ 1 ชั่วโมง
    6. กินอาหารน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ
    7. กินอาหารประเภทสลัดผัก และผลไม้รสหวาน ๆ
    8. ไม่ควรให้ท้องผูก ควรขับถ่ายใหหห้เป็นเวลา โดยหลังตื่นนอน
     

    เอาเป็นว่าก็ต้องกินให้เยอะขึ้นล่ะนะ โอเค!!!

    May 29

    1800

     
    วันนี้ได้ฟังเพลง 24*7 ของ Popsie
    วงนี้จำกันได้มั้ยเอ่ย?
    เป็นวงผู้หญิง 4 คนที่เค้าบอกว่าจะปั้นให้เป็น มินิสไปซ์เกิร์ล
    เพราะสไปซ์เกิร์ลรู้สึกจะเริ่มแตกแล้ว
    แต่ปัจจุบันนี้ดูสิ Popsie แทบจะไม่มีใครรู้จักเลยล่ะนะ
    ตอนที่ได้ยินเพลงนี้ก็ว่าคุ้นๆ
    คิดไปว่าเป็นของ all saint นู่น คนละเรื่องกันเลยทีเดียวเชียว
     
    ช่วงนี้รู้สึกว่าจะอยู่ที่บ้านนอกนานไปหน่อย
    รู้สึกว่าจะแพ้กรุงเทพขึ้นมายังไงไม่รู้
    คราวที่แล้วเข้ามาแป๊บเดียวเป็นโรคลำไส้อักเสบ
    คราวนี้เข้ามายังไม่ถึงวันเหมือนจะไม่สบายเป็นไข้อีกแล้ว
    หรือเราจะแพ้ความลำบากยากเข็ญและไม่อุดมสมบูรณ์แบบที่บ้านก็ไม่รู้
    จะว่าไปที่เป้นลำไส้อักเสบเนี่ยก็ไม่อยากจะประณามอะไรหรอกนะ
    แต่ว่าไปหาหมอที่โรงพยาบาลมาราคาน่าตกใจมากมาย
    ตั้ง "พันเก้าร้อยกว่าๆ" เราถึงกับช๊อคไปชั่วครู่
    ตอนแรกที่ตัวมีอยู่700 ไปกดเพิ่มเป็น 1700 ก็กะว่าพอแน่ๆ
    แต่ว่ากลายเป้นว่าไม่พอเลยเอาบัตรวีซ่ารูด
    โรงพยาบาลเลยลดให้เหลือ "พันแปดปลายๆ"
     
    ราคานี่นี้คุ้นมากเลย
    ราคาเหมือนตอนที่หูเน่าไม่มีผิด
    เหตุการณ์ก็คือว่าไปเจาะหูมาตอนที่อยู่ปีสาม
    เป็นการเจาะหูครั้งแรก ด้วยความตื่นเต้นเลยไปซื้อต่างหูในทันทีหลายคู่
    (ก็เห่ออะนะ)
    กลับมาถึงบ้านถึงกับสลบในทันทีเชียว
    สงสัยจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
    เค้าก็ให้ทิ้งไว้เจ็ดวัน
    เจ็ดวันปุ๊บก็คิดว่าน่าจะถอดได้
    ประกอบกับอยากใส่มากมาย ไอ้ต่างหูที่ซื้อมาสะสมไว้ก่อนโดยไม่รู้ชะตากรรมเนี่ย
    เลยถอดซะ เลือดพุ่งซะ T.T
     
    เลยต้องใส่เข้าไปใหม่ เจ็บสุดแสนจะเหลือทน
    ใจก็อดรนทนไม่ได้กับต่างหูที่อมาใหม่แต่ต้องทน
    จนมันผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์
    ถอดออกซะ เลือดยังไหล!! T.T
    หนูขาดวิตามิน K รึเปล่าคะเนี่ย ไม่หายสักที
     
    เอาเป้นว่านี่มันเลยกำหนดที่ร้านเค้าบอกมาสองเท่าแล้ว
    คนอื่นก็คงเป็นแบบเรานี่แหละ (เข้าข้างตัวเองสุดๆ)
    เลยใส่ต่างหูสวยงามไป ผ่านไปสามวัน
    เน่าสิคะ เลยกลับไปใส่อันที่เจาะมาใหม่
    ไม่ได้ผลค่ะ เน่าอย่างแรง ไปโรงพยาบาล
    หมอทำแผลให้นิดๆหน่อยๆ จ่ายยามาให้ ราคา 1800 พระเจ้าช่วยกล้วยทอด
    หูเนี่ยหนูเจาะมาสองสามร้อย แต่ค่ารักษา 1800 เลยเหรอคะท่าน
     
    ความจริงบทเรียนครั้งนั้นน่าจะเรียนรู้ได้แล้วว่าโรงพยาบาลนี้มันแพง
    แต่ก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย มาอีก เสียอีก 1800
     
    สวัสดีความโง่ซ้ำซากกันเถอะค่ะ
     
    สวัสดีค่ะท่าน
    แต่เข้าสมองมาแล้วช่วยออกไปด้วยนะคะ
    หนูไม่อยากเจอประสบการณ์ซ้ำสาม
     
    May 17

    นานะ+แผ่นดินไหว

    ไม่อยากขึ้นต้นสเปซด้วยคำนี้เลย
    แต่มันก็ช่วยไม่ได้อ่ะน้า....>.<
     
    ไม่ได้อัพมาซะนานเลยยยยยย T^T ขึ้นแบบนี้ทุกทีเลยอ่า
     
    ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงปิดเทอมของเรา
    555+ สงสัยล่ะสิทำงานทำไมมีปิดเทอมด้วย
    ก็ต้องขอบคุณการทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่มกราจนถึงเมษานะคะ
    ที่ช่วยให้เรามีปิดเทอมแบบไม่ต้องทำงานสองเดือนเต็มๆ
    ได้ไปวิ่งเล่นที่สวนหลังบ้านดูพัฒนาการของต้นแก้วมังกร
    ศึกษาพืชพันธุ์ธรรมชาติ
    รวมทั้งอาหารการกินในตลาดกระทุ่มแบน
    ต้องขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีนั่นก็คือ คุณปาป๊าพุงโต กิ๊ดดด >.<
     
    เอาล่ะเนื่องจากว่างมาก
    ก็เลยอาศัยช่วงเวลาอันมีค่านี้
    ....(ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม?)..
    เปล่าเลย ฉันเอาไปอ่าน "นานะ"
    รอบที่ล้านแล้วมั้ง o^.^o
    ตอนนี้กำลังจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนานะซะแล้ว
    อยากให้ออกเล่มต่อไปเร็วๆจังเลย
     
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!!!!!
    เกลียดแฟนโนบุกับแฟนยาสุคนปัจจุบันที่สุดดดด!!!!!!!!!
    เฮ้ออออ สบายใจ...^.^
     
    จะว่าไปเนี่ยนะการที่เราอ่านนานะทำให้เราได้ภาษาแบบนี้ T^T >.<
    มามากมายก่ายกองเลยล่ะ
    เพราะว่านานะชอบมีอะไรแบบนี้อยู่เรื่อย ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้กัน
    ว่าแต่ถ้าใครมีภาษาอะไรแบบนี้ก็อยากให้แบ่งปันบ้างจังเลยล่ะนะ
     
    การอยู่บ้านนานๆเนี่ยทำให้รู้สึกตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนกันนะ
    ไม่รู้ว่าโลกเป็นยังไงบ้างแล้ว
    อยู่ที่นี่แผ่นดินไหวก็ไม่รู้สึกเลย ไม่สนุกเลยล่ะนะ
    คิดว่าจะได้วิ่งหนีแบบคนอื่นเค้า
    แต่ทุกคนรู้มั้ยคะว่าเป็นการหนีภัยที่ผิดวิธีนะคะ (ดูข่าวมา เพราะว่างมากเลยนั่งดูอะไรก็ได้ที่มีอยู่กับบ้านได้หมด)
     
    วิธีที่ถูกต้องเราต้องเรียนมาจากชินจัง (ตลกจังนะ)
    มารุโกะจังด้วย (ตลกเข้าไปอีก)
    แต่ว่าเมืองไทยไม่ได้สอนกันจริงๆนี่นา
     
    จริงๆแล้วคนที่อยู่ในอาคารสูงเกิน 4 ชั้นขอให้หลบลงใต้โต๊ะจะดีกว่านะคะ
    เพราะต่อให้วิ่งมามันก็ไม่ทันหรอกค่ะ สู้หาอะไรป้องกันหัวไว้ดีกว่า
    ส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่านั้นก็ลงบันไดหนีไฟให้เร็วที่สุดและออกมาอยู่ห่าง 30 เมตร
    โธ่พ่อคุณ จะไปวิ่งทันได้ยังไงล่ะคะ
    นักวิชาการนี่ก็คิดอะไรเว่อๆ หนีลงมาไม่รู้จะทันมั้ย แล้ววิ่งออกไปสามสิบเมตรนี่อีก
     
    ว่าแต่ คนที่มีสี่ชั้นพอดีล่ะ จะทำยังไงหว่า?
    นักวิชาการเค้าก็ไม่ได้พูดเอาไว้ เอาเป็นว่าใครบ้านสี่ชั้นก็ซวยนะคะ
    อ้าว บ้านกูเองนี่หว่า
     
    เออช่าย มัวแต่ไร้สาระ (อ่ะ รู้ตัวซะด้วย)
    มีเรื่องจะฟ้อง วันนี้พี่อายไปสัมภาษณ์ที่มหิดลมา (เพราะดันติดวิศวะ มหิดล ชีวการแพทย์อะไรนั่นน่ะนะ)
    ทีนี้เค้าก็มีให้กรอกว่าพี่ๆทำงานอะไร
    น้องอายเขียนให้พี่มิงค์ว่า territory manager หรืออะไรประมาณเนี้ยนะ
    รู้ถึงชื่อตำแหน่ง อินไซด์มาก
    แต่พอมาถึงเราน้องอายกลับเขียนว่า "freelance" T^T
    ดูสิดู มันลำเอียงขนาดไหน
    แต่พอถามถึงแม้ว เราก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
    เพราะมันเขียนว่า วิศวกร 5555+
    พูดถึงคำนี้ก็นึกถึงแม้วที่อยู่ที่ก่อสร้างใส่หมวกนิรภัยเลยล่ะนะ (คิดไปเอง)
    รู้สึกดีจังที่ยังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมแบบแม้วอยู่ ^.^
     
    ว่าแต่มาคิดเล็กคิดน้อยอะไรเรื่องแบบนี้เนี่ย ท่าทางจะว่างมากไป
    April 21

    กนกไม่สบาย

    เมื่อวานนี้เราพากนกไปโรงพยาบาลจุฬาฯมา
    บางคนอาจจะคิดว่าพาไปทำไมโรงพยาบาลจุฬาฯ
    ความจริงแล้วมันมีพี่สาวที่เรียนหมออยู่ที่นั่นน่ะนะ
    พูดไปแล้วอาจจะไม่เชื่อว่าพี่สาวกนกรุ่นเดียวกับน้องเฟิร์น
    แปลว่ากนกเด็กกว่าน้องเฟิร์นหรือนี่?
     
    ช่างเป็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ยนะ
     
    เพราะท่าทางกนกดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเยอะทีเดียวเชียว
     
    คือว่ากนกมีอาการแบบว่าหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
    คือว่าเต้นเร็วผิดปกติอะนะมันเต้น100ทีเดียว
    ทั้งๆที่คนปกติเต้นแค่72-80
    แถมมีอาการชาที่แขนซ้ายแต่ยังมีความรู้สึกอยู่นะ
    พอไปตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาก็ต้องไปตั้งแต่7 โมงเช้า
    ต้องตื่นมาตั้งแต่ 6 โมง
    สุดยอดเช้าสำหรับเราเลย
    ไปถึงก็ทำบัตรนู่นนี่ มีคนมาโรงพยาบาลเต็มไปหมด
     
    กนกก็ให้พี่สาวนำทางและพาไป เราก็ยืนกร่อยๆอยู่คนเดียว
    แวบไปเห็นที่ทอดผ้าป่าซื้อเครื่องมืการแพทย์เลยเอาเงินไปบริจาคในชื่อป๊ากับม้า
    อยากให้ป๊ากับม้าแข็งแรงมีสุขภาพดีดี สาธุ
     
    อ้าว ไม่เกี่ยวกับเรื่อง
     
    กลับมาที่กนกก็ไปรอที่โอพีดี
    ก็ต้องรอประวัติอีก 45 นาที ซึ่งถ้าเป็นเวลาซิทคอมก็แปลว่าอีก 1 ชั่วโมง
    แต่ที่นี่ตรงต่อเวลามากเลย ไม่น่าเชื่อ!!
     
    ระหว่างนั้นเราก็ไปกินข้าวเป็นศูนย์อาหารที่อยู่บนชั้นเอ๊ะ จำไม่ได้ 11 รึเปล่านะ
    แต่ว่าถือว่าเป็นศูนย์อาหารลอยฟ้านะ
    แล้วก็ไปรอชั่งน้ำหนักวัดความดัน
    แล้วก็รอเพื่อนพี่สาวมันมาพาไปหาหมอคนที่เก่งๆ
     
    คือว่าก่อนหน้านี้อาการของกนกเป็นดังนี้นะคะ
    เจ็บที่หัวใจ แขนซ้ายไม่มีแรง เหนื่อยง่าย ทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว
    ไม่มีอาการซีดแต่อย่างใด ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านที่นึง
    หมอบอกว่าเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ
    หา..จะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบได้ยังไงหว่า?
    แล้วให้ยาคลายกล้ามเนื้อกับยาแก้อักเสบมา
    แล้วต้องขอหมอตรวจคลื่นความถี่หัวใจ (ต้องขอเองนะเนี่ย)
    หมอบอกปกติแล้วให้ยากลับบ้านไป
     
    แต่นอนคืนนึงแล้วกไม่ดีขึ้นเลยต้องพาไปที่โรงพยาบาลดังกล่าว
     
    หมอก็ตรวจดูแล้วก็ไม่พบความผิดปกติอะไรนอกจากหัวใจเต้นเร็วผิดปกติและแขนซ้ายอ่อนแรงผิดปกตินิดหน่อย
    หมอบอกว่าให้ขึ้นไปตรวจ neuro คือพวกระบบประสาม
    ไปถึงก็ไปทำบัตรนัด ได้คิวนัดเป็นวันที่ 21 มินายน
     
    หา!!! พระเจ้าช่วย
    มิถุนายนไม่ต้องเป็นหนักไปแล้วเหรอคะ?
    แต่พยาบาลบอกว่าไม่มีคิวหมอ
     
    โชคดีที่พี่มันเป็นนสพ.ที่นี่ (นิสิตแพทย์) เลยโทรเรียกพี่หมอนิวโรคนนึงเข้ามาช่วยตรวจให้หน่อย
    หมอมาบ่ายสองก็นั่งแหง่วรอต่อไปถึงบ่ายสองเข้าไปตรวจ
    ทดสอบอะไรสารพัดก็ไม่เจอความผิดปกติอะไร
    ระหว่างที่รอเนี่ยก็ไปตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจอีกที
    แล้วก็ไปเอกซเรย์ด้วย
     
    (นี่ถ้าเป็นคนจนๆไม่รู้จักใครจะทำยังไงเนี่ย)
     
    เลยต้องรอไปตรวจเอคโค่วันศูกร์นี้ว่าจะมีความผิดปกติอะไรมั้ย?
    เสร็จแล้วเราต้องไปทำงานแล้วก็ส่งกนกขึ้นรถแทกซี่กลับบ้านไป
    แล้วก็โทรถาม่ามีคนนอนอยู่ด้วยมั้ยถ้าไม่มีก็จะไปอยู่เป็นเพื่อน
    พี่มันก็กลับมานอนด้วยแล้วอีกวันก็ให้กลับบ้านนอกไปอยู่กับแม่เลย
    จะได้มีคนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
     
    แล้ววันศุกร์ค่อยกลับมาตรวจเอคโค่
    คราวนี้ถ้ายังหาไม่เจอก็จะให้ติดเครื่องวัดการเต้นของหัวใจ 24 ชั่วโมง
     
    ทุกคนก็บอกว่าหัวใจน่าจะผิดปกติแต่ไม่รู้ว่าผิดยังไง
     
    ง่า..... ยังไงดีล่ะเนี่ย
     
    April 14

    หนึ่งปีผ่านไป

     
    เมื่อกี้พอดีคิดถึงขวัญที่ไปดั้นด้นฝ่าฟันทำงานอยู่ที่เมืองนอก
    เลยเปิดดูรูปตอนบายเนียร์ที่ยังอยู่ในสเปซ
    รู้สึกดีที่ไม่ได้ลบไป
    ความรู้สึกเราเหมือนมันแป๊บเดียวเองบายเนียร์เนี่ย
    แต่พอมาคิดอีกที 1 ปีแล้วนี่หว่า
    น้อง 39 เค้าก็บายเนียร์ไปแล้วด้วย
     
    พอกลับไปคิดถึงเมื่อตอนปีที่แล้วกับปีนี้มันต่างกันเยอะเลยนะ
     
    เมื่อปีที่แล้วยังไม่รู้จะทำอะไร นั่งว่างๆอยู่ที่บ้าน
    รอเรียน8*8อยู่ ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องแอคติ้งมากเท่าไหร่ด้วยซ้ำ
    ยังไม่ได้เริ่มทำงาน ไม่รู้ว่างานต้องทำยังไงอะไร ไม่ค่อยเข้าใจ
    แถมยังอยู่ในระหว่างการหางานด้วย
    จำได้ว่าเกือบได้ไปเป็นแคสติ้งที่ฟีโนมีน่าแน่ะ
    แล้วก็ก่อนหน้านี้ปฏิเสธครีเอทีฟที่อาร์เอสไป
     
    ตอนนั้นก็เสียดายที่ไม่ได้ทำ
     
    แต่ถ้าทำเราก็คงไม่ได้มาเรียนแอคติ้งที่8*8
    ตอนนั้นถ้าไม่หน้าด้านคงไม่ได้มาเขียนบทที่นี่
    แล้วยังมีไปสอนแอคติ้งเด็กตัวน้อยๆอีก
     
    ปีนึงที่ผ่านมาเราทำอะไรมาเยอะเหมือนกันนะเนี่ย
    รู้สึกตัวเองเติบโตขึ้นยังไงไม่รู้พอย้อนไปดูเมื่อตอนก่อนๆ
    ไม่รู้ว่าปีหน้าจะรู้สึกแบบนี้อีกรึเปล่า
    เพราะปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มทำทั้งนั้น
     
    แต่ถือว่าที่ผ่านมาหนึ่งปีได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าเหมือนกันนะ
    ความจริงปีนี้เราน่าจะให้เวลาครอบครัวมากขึ้น
    แต่คงต้องบอกว่าขอเวลาอีกหนึ่งปี ขอเติบโตอย่างเต็มที่
    ขอใช้เวลาช่วงที่ยังมีไฟเริ่มทำอะไรหรือการดีดตัวของตัวเองอย่างคุ้มค่าก่อน
    ปีนี้ก็มีหลายโปรเจ๊คที่รู้สึกว่าต้องทำให้ได้
     
    จะพยายามกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนมากขึ้น
    ตั้งใจมากขึ้น แล้วก็เชื่อว่าเราต้องทำได้แน่ๆเลย
     
    เอาล่ะ เราค่อนข้างโชคดีที่มีเวลาว่างจากงานประจำ 2 เดือน
    ให้ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำ
    2 เดือนนี้ยังไงก็ต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
    อย่างน้อยสองเดือนนี้ต้องไม่สูญเปล่าและทำเงินให้ได้เยอะๆ
    เผื่อจะได้เลี้ยงแม่ได้ 555+
     
    (มึงเลี้ยงตัวเองให้ได้ก่อนเถอะนะ)
    April 05

    ไปชอบปปิ้งมา

     
    เมื่อกี้แวบไปอ่านบลอคของน้องเฟิร์นมา
    แล้วก็พบว่ามีคอมเม้นท์นึงมีเขียนถึงเราด้วย คิคิคิคิ
    บอกว่าน้องเฟิร์นเป็นหมอ น้องมุ้ยเขียนบทบางรักซอย9
     
    เอ๊ะ เค้าไม่ได้เขียนบางรักนะคะคุณ
    แต่อยู่ในเครือเดียวกัน
    เขียนบทผู้กองเจ้าเสน่ห์อยู่ตะหาก คิคิ
     
    เอ๊ะ แล้วประเด็นคืออะไร ไม่มี ไร้สาระอีกตามเคยนะคะ
     
    วันนี้ไปชอปปิ้งมา
    ซื้อเสื้อมาหลายตัวเชียว เดี๋ยวนี้เค้าฮิตเสื้อเชิ้ตมากเลยนะเนี่ย
    เดินไปกี่ร้านขายเหมือนกันทุกร้านเลย
     
    วันนี้ไปเดินสองทุ่มกว่าๆ จะปิดหมดแล้ว
    ทุกร้านก็บอกว่าตัวสุดท้ายปิดร้านลดให้พิเศษทุกร้านเลย ><
    แล้วก็ซื้อของแบกะดิน กินข้าวกับคุณป๋องต่อ
    เหมืนอเดิมร้านก็มีแต่เสื้อเชิ้ต
     
    แต่ช่วงนี้ส่วนตัวแล้วฮิตชุดแซก
    ซื้อชุดแซกมาอีกหนึ่งตัว ตัวนี้สีหม่นๆหน่อยแต่ว่าสวยดีนะคะ
    ตอนแรกจะเลือกสีแดง แต่ก็เอ๊ะ สีแดงเรามีตั้งสองตัวแล้วเลยเลือกสีที่ยังไม่มีดีกว่า
    วันนี้พอเริ่มด้วยคอนเซปซ์นี้ เลยมีแต่คอนเซปต์นี้หมดเลย
     
    อ้าว สรุปไม่มีสีที่ตัวเองชอบเลย มีแต่สีแปลกๆ!!!หม่นๆ
     
    ความจริงแล้วมันเริ่มจากเสื้อตัวแรก (ไม่นับแซกตัวนั้นนะ)
    ก็คิดอยู่ว่าสีน้ำตาลสวยกว่า แต่ก็เลือกสีเขียวเพราะแปลกดี
    พอร้านถัดมาสีเขียวสวยกว่า แต่ซื้อสีเขียวแล้วเลยเอาสีน้ำตาลเพราะว่ามันก็แปลกดี
    สรุป ไม่ใช่ว่ามันแปลกดีหรอก ฉันว่าฉันคิดแปลกๆต่างหาก
     
    กลับมาเลยงงๆกับชีวิตหน่อยๆ กูจะซื้อให้เป็นลูกโซ่ทำไมไม่รู้
    ไม่เข้าใจตัวเอง
     
    แต่ซื้อเสื้อมาอีกแบบนี้ไม่รู้จะโดนด่าว่าซื้อมาเยอะแยะทำไมอีกรึเปล่า?
    เพราะว่าตอนนี้ทั้งพี่น้องก็ว่าเรื่องนี้ กนกเองก็ยังว่าเรื่องนี้เลย
     
    แหม..ก็มันใส่ซ้ำไปซ้ำมาก็น่าเบื่อแย่สิ เนอะ
     
    แล้วก็มีปืนฉีดน้ำแล้วด้วย!!!
    เอ้อ มีบิกินี่ตัวใหม่แล้วด้วย!!!!
    เสื้อผ้าวันนี้ก็ล๊อตใหม่!!!!!
     
    มีแต่ของใหม่ๆทั้งนั้นเลย มีความสุข!!!!! ><
     
    อยากได้รถใหม่ด้วยนะ ฮะฮะฮะ!!
     
    March 31

    ความชั่วร้ายของฉัน

     
     
     อันที่จริงดิฉันก็ห่างหายจากวงการบลอคไปเสียนาน
    ให้มันขึ้นความทุเรศบลอคแทคนานๆทำไมไม่รู้
    อาจจะเพราะงานเยอะก็ได้ อันนี้ก็ต้องสงสารกันหน่อยนึงนะคะ
    เพราะเรากำลังทำสถิติหรืออะไรไม่รู้อยู่ เรียกได้ว่าซิทคอมเรื่องนี้ได้ทำลายสถิติหลายอย่างเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น
     
    1. มีการถ่ายทำติดกันมากที่สุดนั่นคือ 9 ตอน (ซึ่งตอนหลังตามอสบอกมาว่าถ่ายไม่ไหวขอ 8 ตอนพอ
    ตามอสคะ เพราะตามอสแหละค่ะที่ทำให้มันต้องเป็นอย่างนี้ คนที่บ่นน่าจะเป็นดิฉันนะคะ ไม่ใช่ตามอส)
    2. มีสตอคถ่ายทำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตอนนี้ทำสตอคไปถึงเดือนกรกฏาคมแล้วนะคะ ถ้ามุขไม่อัพเดตอย่าว่ากัน มันจำเป็นจริงๆ
    3. เรตติ้งสูงที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัวมา เรตติ้งถึง 4 ทีเดียวเชียว
    4. เรตติ้งพุ่งเร็วที่สุด จาก 4 เป็น 6 และตอนนี้ร่วงมาที่ 4 แล้ว ช่วยๆกันดูหน่อยถึงตอนนี้จะดราม่าไปนิด
    แต่ตอนนี้กำลังปรับปรุงให้นะคะสำหรับคนชอบความโจ๊ะ
    5. ทีมเขียนบทได้หยุดยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา นั่นคือ 2 เดือนกว่าๆกันเลยทีเดียวเชียว
    แต่ดิฉันยังไม่หมดช่วงเวลานรกนะคะ เพราะฉะนั้นยังไม่ลัลล้าดาด้าด่าเท่าไหร่ ยังต้องก้มหน้าก้มตาลุยงานต่อไป
    และสวัสดี สี่ตอนติดที่กำลังจะมาถึงด้วย
     
    เอาล่ะ ซิทคอมอะไรจะไปน่าสนใจเท่าความชั่วร้ายของเรา
    แหมเกริ่นซะน่าอ่าน แต่ไม่อ่านก็ดีเพราะเราจะได้ดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่ 555+
    แต่เชื่อว่าทุกคนต้องอ่านแน่นอน
     
    ความชั่วร้าย 1 ฉันตกบันได
     
      เอ๊ะแล้วตกบันไดมันเลวร้ายยังไงเหรอคะคุณมุ้ย
      กะอีแค่ตกบันไดมันจะเลวร้ายได้ยังไงล่ะค่ะ มันก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอกค่ะ ถ้ามันไม่ทำคนอื่นเดืดร้อนไปได้
    หยื่อของมันคราวนี้คือ : น้องเฟิร์น
      เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่มันนใส่เสื้อสีบานเย็น (จำได้ด้วย เก่งสุดยอด)
    ด้วยความเข้าใจผิด (อย่างเคย) และความเอาหน้า (อีกแล้ว) มันก็จะพาน้องลงบันได
    ซึ่งมันลืมไปรึไงว่ามันกับน้องอายุห่างกันปีกว่าๆ ตัวมันไม่ได้โตไปสักเท่าไหร่เลย
    แล้วมันก็ไม่ได้เจียมสังขารด้วยว่าตอนเด็กๆมึงผอมอย่างกับปอบตัวจิ๋วๆ น้องมันอ้วนท้วนน่ารัก
    มันก็อุ้มน้องมันลงบันได และเหตุการณ์ก็เป็นอย่างที่คิด มันตกบันได
      แต่แค่ตกบันไดไม่เลวร้ายเท่าชอตก่อนที่มันจะตกบันไดค่ะ ชอตตอนนั้น
    มันมีสติ ใครอย่าคิดว่ามันไม่มีสติ มันมีสติรู้ว่าตัวเองกำลังตกบันได มันเลยใช้ความเป็นพี่ที่ดี
     
       เอาหัวน้องลง!!!! ฮะฮะฮะ
     
     
    ความชั่วร้ายที่ 2 ฉันไม่เคยเป็นตัวร้าย
     
      ในบรรดาเหล่าการละเล่นทั้งหลายในวัยเด็กสิ่งที่เราเล่นบ่อยที่สุดคือเล่นสมมติ
    ทั้งสมมติว่าตัวเองเป็น และสมมติว่าตุ๊กตาเป็น
      แน่นอนว่าในความเป็นพี่ที่สุดในกลุ่มเด็กเล็ก เลยกดขี่ให้น้องเล่นเป็นตัวอื่นๆ และตัวนางเอกกต้องเป็นมัน "อีมุ้ย"
    ถึงแม้น้องบอกว่าอยากเป็นบ้าง มันก็ไม่ยอมให้เป็นอยู่ดี มันจะต้องได้เล่นเป็นนางเอก นางเงือก นางฟ้า
    ผู้หญิงที่สวยที่สุดในเรื่อง ผมยาวตาโต ทั้งที่ความจริง ผมมันกุดเป็นชี แต่มันก็ดันทุรังจะเล่น
      และไม่ใช่ในการเล่นแค่ตัวมันเป็นนางเอก แต่ตุ๊กตาของมันก็ต้องได้เป็นนางเอกด้วย
    ทุกอย่างที่เป็นของมันจะต้องเป็นนางเอกเสมอ ใครจะมาแย่งมันไม่ได้
      ถ้าใครแย่งมันต้องโดนอีมุ้ยทำการขับไล่ออกจากกลุ่มซึ่งทำไมมันถึงมีอำนาจก็ไม่รู้ แต่มันมี
     
      แต่ถ้าคิดอีกทีถ้าน้องมันฉลาดกว่านี้รวมตัวกันขับไล่มัน น้องมันก็ได้เล่นนะเพราะน้องมันมีพวกมากกว่า --> มีความพยายามจะกลบเกลื่อนความผิดด้วย
     
    ความชั่วร้ายที่ 3 ฉันกีดกันสิทธิ์
     
      เนื่องจากน้องอายเป็นน้องคนเล็ก
      น้องอายไม่มีสิทธิ์จะมาเล่นรวมกับเราสามพี่น้อง
      น้องอายไม่มีสิทธิ์จะมาเรียกร้องจะเล่นเป็นอะไรทั้งนั้นนอกจากตัวร้าย
      น้องอายไม่มีสิทธิ์มาร้องไห้งอแงเพราะเราจะไม่ให้เล่นด้วย
      น้องอายเลยไปเล่นกับคนข้างบ้าน
      แต่น้องอายก็ไม่มีสิทธิ์ไปเล่นกับคนข้างบ้านเพราะเราไม่ให้เล่น
      คนข้างบ้านนิสัยไม่ดีจะทำให้น้องอายนิสัยไม่ดีไปด้วย
    (แหม..มึงนิสัยดีมากนะกีดกันน้องไม่ให้มีคนคบ)
      แล้วพน้องอายอดเล่นกับคนข้างบ้านเพราะคิดว่าเราปกป้องมัน เลยจะมาเล่นกับเรา
      เราก็กีดกันไม่ให้มันเล่นกับเราใหม่ เป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ
      เพียงเพราะมันเป็นน้องคนเล็ก
     
      แหมแต่นั่นก็สมัยเด็กอะนะ ตอนนี้เค้ารักน้องอายจะตายไป
      พี่อายต้องภูมิใจนะที่พี่อายโดนแบบนั้นทำให้น้องอายเข้มแข็งอดทนได้อย่างทุกวันนี้นะ คอยปกป้องเค้าด้วย คิคิคิ
     
    พยายามคิดอีกแต่ก็คิดไม่ออกแล้ว สงสัยเลวได้แค่นี้ 5555+
    แต่ตอนนี้เค้าสำนึกผิดแล้วนะ แล้วที่สำคัญเค้าทำตามกฏแซ่ตันนะเออ
    เค้าเลี้ยงน้องทุกครั้งนะ คิคิคิ ไม่เคยเบี้ยวววว
    January 22

    Blog tag!!!!! ความลับทั้ง 5 ที่ไม่เคยเปิดเผยต่อใคร

    Blog tag!!!!! โดนมาซะแล้ว เขียนเลยแล้วกัน
    ความลับ 5 อย่างที่ไม่เคยเปิดเผยกับใคร (แต่ของเรามีมากมายเหลือเกิน 555+)
     
    1.เรื่องใบเหลืองใบแดง
     
      เรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องไร้เดียงสา น่ารัก หรือโง่ไม่รู้
    มันเป็นความพยายามจะเข้าใจฟุตบอลของเรา เราก็ไม่เข้าใจว่าใบเหลืองใบแดงคืออะไร
    เห็นแต่กรรมการมายื่นให้นักฟุตบอล แล้วก็เดินออกจากสนามไป
      เราก็ตีความได้ว่ากติกาของฟุตบอลคือ.....นักฟุตบอลทุกคนจะมีใบเหลืองใบแดงเก็บไว้
    คนละอัน ถ้าใครทำตกกรรมการจะเก็บให้แล้วก็โดนลงโทษไล่ออกจากสนาม
      ใบเหลืองต้องตกสองครั้ง ใบแดงตกครั้งเดียว
      กีฬาบ้าอะไรวะเนี่ย
     
    เข้าใจก็ผิดยังจะคิดด่าเค้าอีก!!
     
    2. แผนการชั่วสมัยยังเป็นเด็ก
      ผู้ร่วมขบวนการ : 4 คน (รวมตัวเอง)
      เหยื่อ : พ่อ
      สิ่งที่ต้องการ : ตุ๊กตากระดาษร้านนันทนา
      เหตุการณ์ : พอป๊ากลับมาบ้านด้วยมอเตอร์ไซค์ปุ๊บ
    เราก็ทำเป็นผลักน้องล้มปั๊บ น้องร้องไห้ปุ๊บ ป๊าปลอบใจด้วยการพาน้องไปตลาดปั๊บ
    ป๊าถามว่าไปไหนปุ๊บ น้องบอกไปร้านนันทนาปั๊บ แล้วน้องเลือกซื้ออะไรคะ?
      ตุ๊กตากระดาษ!!! โอเคเริ่มแผนการ
     
      และเราก็ทำมันสำเร็จซะด้วย 555+
     
    3. เคยหนีออกจากบ้านแบบไม่มีใครรู้ตัว
     
     ตอนนั้นได้รับการโกหกจากแม่ "แกไม่ใช่ลูกที่แท้จริง ป้าเข็มเก็บแกมาจากถังขยะหน้าบ้าน"
    ใครๆก็รูว่าเรื่องนี้เป้นเรื่องหลอกเด็กที่แต่งขึ้นโดยคุณพ่อคุณแม่
    แต่ไม่ใช่ "มุ้ย" มุ้ยมันไม่รู้ว่าเป็นเรื่องล้อเล่น มันคิดว่าเป็นเรื่องจริง
    มันเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าในเมื่อไม่ใช่ลูกบ้านนี้จะอยู่บ้านนี้ทำไม
    เก็บเสื้อผ้าใส่ห่อผ้าแบบในหนังจีน (กระเป๋าก็มีแต่ไม่ใส่ สงสัยเพราะโง่)
      ออกจากบ้านออกไปในทันที
      แถมก่อนออก ดูซ้ายดูขวาดูลาดเลาไม่ให้มีคนเห็นว่าเราหนีออกจากบ้าน
      แอบซ่อนห่อผ้าไว้ในพุงเพราะคิดว่าทุกคนต้องไม่เห้นว่ามันผิดปกติ
    ทังๆที่มันผิดปกติมากค่ะมุ้ย ถ้ามึงไม่รู้
    แต่มันก็หนีออกจากบ้าน แล้วก็วิ่งไป วิ่งไป วิ่งไป ถึงไปรษณีย์ที่อยู่ห่างบ้านเพียง 5 เมตร
    กูวิ่งได้มากสุดแค่นั้นแหละ แล้วก็จะขึ้นรถสองแถว แต่คิดได้ว่าไม่มีตังค์ เลยไม่กล้าขึ้น
    ซึ่งสมัยนั้นเด็กขึ้นฟรีค่ะ แต่มันไม่ขึ้นเพราะมันไม่รู้ เพราะมันโง่
    แต่มันสำนึกดีนะคะ ไม่ขึ้นเพระไม่มีเงินทั้งๆที่มันคิดจะโกงก็โกงได้
    แต่มันก็ไม่ไป
     
    ดีแล้วล่ะที่มันไม่ไป ไม่งั้นป่านนี้มันไปนั่งขอทานที่ไหนไม่รู้
     
      พอไปไหนไม่ได้มันก็ไปซ่อนที่ไหนล่ะคะ
    ที่บ้านป้าเข็มที่ติดกับบ้านมันล่ะกัน เลยเอาห่อผ้าไปด้วย
    แล้วไปขอข้าวเค้ากิน ซึ่งเป้นเรื่องผิดปกติที่เค้าจะสงสัยว่ามึงหนีออกจากบ้านมั้ยคะ?
    ไม่ค่ะมุ้ย ถ้ามึงคิดว่าเค้าจะสนใจที่มึงหนีออกจากบ้าน ผิดค่ะ
    เพราะเค้าไม่คิด ปกติมึงก็มาแดกขนมเค้าไม่จ่ายตังค์อยู่แล้ว
    คราวนี้มึงจะมาแดกข้าวเค้าก็ไม่รู้สึกว่ามึงผิดปกติค่ะ
    มึงคิดผิดค่ะอีมุ้ย
     
    แล้วเรื่องเป้นยังไงต่อเหรอคะ แม่ก็แวะมาบ้านป้าเข็มซึ่งไม่ใช่จุดมุ่งหมายว่ามึงหายไปจะมาตามนะคะ
    แม่มาเม้าท์ค่ะ แล้วก็เจอมุ้ยเข้า แม่ทำไงคะ แม่ก็บอกว่าไป ไปซื้อหนมไป
    มุ้ยลืมความโกรธแค้นที่บอกว่าไม่ใช่ลูกแม่ แล้ววิ่งไปซื้อขนมค่ะ
     
    อีมุ้ย มึงโง่!!!!
     
    4. ฝันร้ายที่สุดในชีวิต : ฝันว่าน้องสาวตาย
     
      ตื่นขึ้นมาร้องไห้อย่างจริงจังมาก ถึงกับพูดจาไม่รู้เรื่อง
    แล้วโทรไปหาน้องสาว ปรากฏว่ามันรับสาย ตอนนั้นก็ยิ่งร้องไห้จะป็นจะตาย
    เพราะมันเป็นแค่ความฝันจริงๆด้วย
      ตอนนั้นจากน้ำตาร้อนๆเสียใจเนี่ยเป็นน้ำตาดีใจเลยนะคะ
      เลิฟยูจุ๊บๆ
     
    5. การ์ตูนอมตะในดวงใจ
     
     น่านแน่ ใครๆก็คิดว่าเราจะชอบประมาณโอเรมอน เซเลอร์มูนรึเปล่า แต่จะบอกว่าไม่ใช่
    การ์ตูนที่เรารักที่สุดในชีวิตมีชื่อว่า "ภายในรั้วโรงเรียน"
    ถ้าใครไม่รู้จักแปลว่าคุณเป็นคนธรรมดาสามัญ
    แต่ถ้าใครรู้จักเธอเป็นคนโชคดีมาก เพราะการ์ตูนเล่มนี้ ไม่ตีพิมพ์ ไม่จัดจำหน่าย
    เพราะเป้นการ์ตูนส่วนตัวเรื่องที่เรากับน้องสาวร่วมกันวาดและเขียนขึ้นมา
    อย่างไม่มีการวางโครงเรื่อง ไม่มีการวางคาแรคเตอร์
    มีแต่การเขียนต่อกัน คนละหน้า หรือคนละตอน
    โดยไม่ได้ปรึกษาอะไรกันเลย จนมันจบเรื่องจนได้ ตอน ประถม ไม่รู้ป.อะไร
     
      จริงๆมีอีกเรื่องด้วย(แต่อันนี้เป็นนิยาย)เรื่องฟารอส ถ้าใครเคยได้อ่านฉบับแรกที่เขียนจบตอนม.3
    คุณเป็นคนโชคดีมากเพราะหลังจากอ่านเวียนกันได้ประมาณ 5-8 คน มันก็หายไป!!!!
      ปัจจุบันนำมาพยายามเขียนใหม่หลายต่อหลายครั้งแต่มันเป็นอาถรรพ์อะไรไม่รู้ ไม่จบสักทีจนปัจจุบัน
    แต่เราจะตั้งใจเขียนล่ะ ทุกคนจะได้โชคดีที่ได้อ่าน 555+
     
    6. (อ้าวให้เขียนแค่ 5 ข้อนี่แต่แถมๆให้แล้วกัน) รักครั้งแรก
     
      มึงแรดมากอีมุ้ย มึงมีความรักครั้งแรกตอน ป.6 555+ รักกับใครเหรอ?
    ผู้ชายคนนันป่านนี้เป็นอะไรไปแล้วไม่รู้ แต่อยู่แถวๆบ้าน เป็นบ้านหลังสีเขียว
    เคยเรียนกวดวิชาที่วัดเลียบด้วยกัน ไม่รู้ชอบเพราะอะไร แต่ชอบ 555+
      (ถ้าปัจจุบันเป็นตุ๊ดล่ะ ไม่เป็นไรกูเคยเจอเหตุการณ์นี้แล้วกูทำใจได้)
     
    7. มีความเชื่อว่าลูกเกิดมาจากผู้ชายผู้หญิงที่นอนข้างกัน
     
    แต่การมีอะไรกันไม่สามารถทำให้มีลูกได้นะคะ (ไม่รู้เอาอะไรคิด)
    แต่อยากจะบอกว่าคิดแบบนี้จนถึงม.2 เลยนะคะ
      ข้อสังเกตในการคิดได้แบบนี้ ส่วนใหญ่ลูกจะแยกห้องนอนพอโตขึ้นให้ผู้ชยนอนห้อง ผู้หญิงนอนห้อง
    เพราะถ้านอนติดกันเดี๋ยวมีลูกด้วยกัน หรือถ้านอนด้วยกันก็เป็นเตียงสองชั้นเพราะนอนไม่ติดกัน
    หรือลูกสาวแยกห้องนอนกับพ่อแม่เมื่อโตขึ้นเพราะเดี๋ยวลูกนอนติดพ่อ ลูกชยก็ในทำนองเดียวกัน
     
       เพราะการมีอะไรกันเป้นเรื่องเฉพาะอารมณ์ เราสามารถควบคุมให้มันไม่เกิดได้
    เพื่อไม่ให้ผิดศีลข้อ 3 เพราะคนเราต้องสืบพันธ์และต้องรักษาศีลข้อ 3
    เราก็เลยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์เพื่อไม่ให้ผิดศีลข้อสาม แต่มีลูกได้จากการนอนข้างกัน
     
      555+ เอาอะไรคิดวะ?
     
    8. เชื่อว่าการเกิดปฏิกิริยาคอลลอยด์ในอากาศที่สามารถเห็นแสงเป็นเส้น
    เป้นความสามารถพิเศษที่มองเห้นได้คนเดียว
     
    เพราะเรามีตาวิเศษของนางฟ้า 555+ ไร้สาระชิบเป๋ง
     
    9. ปฏิบัติการรองเท้าคู่ใหม่
      ผู้ร่วมขบวนการ : คนเดียว
      เหยื่อ : มาม้า หรือปาป๊า
      สิ่งที่ต้องการ : รองเท้าใหม่
      เหตุการณ์ : เราก็เอารองเท้าไปซ่อนแล้วบอกแม่ว่ารองเท้าหาย แม่จะได้ซื้อใหม่
    แต่ว่าซ่อนที่ไหนปลอดภัยล่ะ เอ ที่ไหนที่น้า อ๋อ ต้องซ่อนไว้ในที่ที่คนคาดไม่ถึงว่าเราจะซ่อนรองเท้ามากที่สุด
      ดีมากมุ้ย มึงเริ่มฉลาดแล้ว ถูกต้อง ต้องเป็นที่ที่ทุกคนคาดไม่ถึง
      มึงเลยไปซ่อนที่กลางแจ้งข้างชิงช้า เฮ้ย มึงโง่รึเปล่า เอาไปวางกลางแจ้งใครๆเค้าก็เห็นอ่ะสิ
    แต่กลางแจ้งแบบนี้ก็เปนที่ที่ไม่มีใครเค้าวางรองเท้าจริงๆตามที่มันได้ตั้งใจ
    แต่มึงรู้มั้ยว่ามันมองเห็นง่ายว่ารองเท้ามึงไม่ได้หาย!!!
    แถมไปบอกแม่ว่าห้ามเดินไปตรงนั้นอีก แล้วบอกว่าอยากได้รองเท้าคู่ใหม่
    แม่มึงก็ต้องรู้อ่ะสิ อีโง่
      แล้วแม่มึงก็รู้จริงๆ แต่สงสารที่มึงโง่ เลยซือคู่ใหม่ให้ก็ได้
      อย่างน้อยมิชชั่นมึงก็สำเร็จแต่แบบโง่ๆหน่อยนะ
     
    10. การละเล่นเนสตุ้ม
     
      บ้านอื่นอาจจะไม่เล่น แต่บ้านดิฉันที่มีพี่น้องเพียนๆทั้ง 6 คนเล่นกัน
    กติกาคือทุกคนที่ขึ้นสะพานจะต้องพูดคำว่าเนสสสสสสสสสสสสสสส ให้นานจนลงสะพานถึงพูดคำว่า ตุ้ม!!
      ไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องพูด
      ไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นคำว่าเนสตุ้ม
      ไม่มีอะไรเกี่ยวกับซีเรียลสำหรับเด็กที่เลิกผลิตไปแล้วแต่อย่างใด
      เพราะมันคือการละเล่นไร้สาระของพี่น้องเพี้ยนๆ 6 คน
     
      ความจริงน่าจะมีอีก แต่แค่นี้ก็รู้สึกตัวเองโง่ชิบหายแล้ว
    คราวหน้ามาอัพเดตความเลวร้ายของมึงดีกว่าอีมุ้ย
    ได้ข่าวว่าตอนเด็กๆมึงเลวมาก
      ถูกต้องดิฉันเลวมาก
     
      พบกับช่วงหน้าความเลวทั้ง 5 ประการของมุ้ย ได้หลังพักเบรคโฆษณา ที่อาจจะนานนิดนึงนะ
    เพราะไม่มีเวลามาอัพบลอค 555+
     
    บลอคแทคนี้ขอส่งต่อให้ทุกคนที่อ่าน ต้องลงชื่อไว้ด้วย ไม่งั้นแกตายแน่!!
    รู้นะว่าแอบอ่านอยู่ มีสายนะยะ
    December 10

    งานแถลงข่าววววว

     
    บางคนอาจจะได้ดูข่าวบันเทิงไปแล้วว่า
    ที่บริษัทมีงานแถลงข่าวที่โรงแรมอินเตอร์คอนทีเนนทอล
    ว่าปีหน้าจะมีละครเรื่องอะไรบ้าง
     
    เอ่อ ถ้าใครยังไม่รู้
    "หนึ่งมิตรชิดใกล้" จบแล้วนะคะ
    เขียนเสร็จ ปิดกล้องไปแล้ว
    ไปปิดที่หัวหิน ที่บ้านพี่บอยนั่นแหละ
    สนุกสนานเฮฮา กินปูไปหลายตัวกับบาคาดี้ กิ๊ก๊ะ
    แวะไปกินไอติมด้วยอร่อยมาก
     
    นอกเรื่องทำไมไม่รู้
    ที่จะเล่าเนี่ยไม่ได้เกี่ยวกับงานเท่าไหร่หรอกนะ
    เพราะว่าไฮไลท์อยู่ที่การกินค่ะ
     
    ไปถึงก็คว้าจานหมับแล้วก็กินซูชิเป็นอย่างแรก
    ปลาดิบเป็นอย่างที่สอง เสียดายไม่ได้เอากล้องไป
    ไม่งั้นได้ถ่ายรูปอาหารบุฟเฟต์สุดหรูมาให้กิน เอ้ย ดู ต่างหาก
    คิดแต่เรื่องกินมาก เลยคิดเป็นกินตลอดเวลา
     
    แล้วก็แฮมก็กินบ่อยที่บ่อยก็ไม่ใช่อะไรหรอก
    เพราะมันอร่อยมาก นั่นก็ประเด็นนึง
    แต่ที่สำคัญคือ คนหั่นหล่อมาก
    เป็นเชฟฝรั่งหล่อๆหนึ่งคน ก็ไปวนเวียนวนเวียน
    พวกเด็กผู้หญิงซิทคอมก็เดินวนกันให้วุ่น
    เพราะรักกันทั้งแก๊ง 55
     
    เอาล่ะ แต่เราห่วงของกินมากกว่าผู้ชาย
    เราเลยเกินไปหาของกินอย่างอื่นทั่วงาน
    มีทั้งบะหมี่เกี๊ยวเป็ดย่างอย่างดี
    กระเพาะปลาน้ำแดง
    ยำ ส้มตำ หมูสะเต๊ะ อาหารฝรั่งที่ไม่รู้จัก
    เสต๊กเนื้อ ไวน์แดง ขนมอะไรไม่รู้มีชอคโกแลตทำเป็นถ้วยข้างในเป็นครีม
    แล้วก็ขนมไทย ทั้งหลาย แต่ที่ประทับใจคือ
     
    "แซลมอนรมควัน"
     
    โอววววว อร่อยมาก เหมามาหมด
    แล้วมีที่เค้าทำแซลมอนเป้นดอกไม้เพื่อประดับจาน
    เราก็เกรงใจไม่เอาไปแล้วกัน
    แล้วเราก็เดินกลับมาอีกที
     
    เหย มันหายไปแล้ว มีคนกินจริงๆด้วย
    รู้งี้เอาไปกินเองดีกว่า
     
    วันนี้ไปดูราคาแซลมอนรมควันที่พารากอนมา
    ราคาชุดนงสี่ร้อยเชียวนะ
    แล้วแฮมกับเสต็กเนื้ออันนึงก็เป็นพัน
     
    มื้อนั้นตกเฉลี่ยกินไปมากกว่าเงินเดือนเดือนนึงอีกมั้งเนี่ย!?
    November 26

    เป็นเด็กดีให้ดาวแดงนะคะ

     
    เรื่องนี้มันมีอยู่ว่าเราไม่สามารถจัดการกับเด็กแสนดื้อพวกนี้ได้สักทีในคลาสการแสดง
    แต่เราโชคดีเหลือเกินที่ที่บ้านติดยูบีซี
     
    นั่นแน่ะ งงล่ะสิ แล้วยูบีซีเกี่ยวอะไร
    มันก็เกี่ยวตรงที่มีรายการลิตเติลแองเจิลเนี่ยแหละ
    วิธีการจัดการเด็กให้รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำอย่างง่ายๆ
    ใช้มาสารพัดแล้วแต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเพราะเราอยู่ในสถานภาพคุณครูอะนะ
    เลยออกมาคนละแบบ แต่อย่างนึงที่ได้ผลมากเลยคือการให้ดาวเด็กๆ
     
    เด็กดีก็ได้ดาวแดงนะคะ
    เด็กไม่ดีให้ดาวน้ำเงิน
     
    น่าน ได้ผลเลยทุกคนทำตามหมด
    เป็นเด็กดีกันทุกคนเลย เก่งมากเลยนะคะ
     
    ทั้งๆที่ดาวมันไม่มีผลต่อชีวิตเลยนะ
    ไม่ได้เก็บเป็นคะแนนไหรือแลกของรางวัล
    จับฉลากโง่ๆก็ไม่ได้
    เล่นหวยก็ไม่ได้
    หรือพ่อแม่คนไหนจะเอาไปทายเลขเด็ดก็ยังว่ายากเลย
     
    แต่ถ้าเค้าเชื่อฟังเราก็ดีแล้ววววว เย้ จะได้สอนง่ายๆนะคะ
     
    มาวันนี้มีเด็กที่ชักจะคิดได้แล้วว่า
    แล้วกูจะเอาดาวไปทำไมวะ ไม่ได้มีผลต่อชีวิตเลย
     
    อ้าว ซวยล่ะกู
    แล้วกูจะหลอกล่อด้วยวิธีอะไรล่ะเนี่ย
     
    เอาล่ะเป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อไป
     
    แต่วันนี้ที่สอนมีเรื่องบ๊องๆของเด็กๆมาเล่าให้ฟัง
    ระหว่างที่เราให้เด็กๆเล่นจำลองตัวเองเป็นคุณครูใจร้ายอยู่
    ก็มีคนเข้ามาจะเก็บรูปตอนที่เราสอน มาจากหนังสือ I AM
    เด็กที่กำลังเล่นเป็นครูใจร้ายพอเค้าจะถ่ายรูปทีก็ยิ้มที
     
    "อ้าว เล่นไปเต๊ะท่าไปได้ไงล่ะคะ เล่นไปเรื่อยๆสิคะ"
    แล้วเราก็บเด็กคนอื่นก้เล่นเป็นนักเรียนต่อให้คุณครูใจร้ายจัดการ
    แล้วพอจะถ่ายรูปอีก นั่น หันไปยิ้มกันเป็นแถว
     
    แล้วพอให้เล่นสมมติเป็นเรื่องเป็นราว
    ก็เกิดหมดเวลาขึ้นมากลางเรื่อง ก็บอกเด็กๆว่าหมดเวลาแล้วนะคะ
    เดี๋ยวเพื่อนกลุ่มอื่นตั้องเข้ามาเรียนแล้ว
    เราเล่นพอแค่นี้นะ เด็กๆก็ไม่ยอม
    "ไม่เอาจะเล่นให้จบ เหลืออีกนิดเดียวเอง"
    "คุณครูอ่ะ คุณครูเล่นให้จบนะ นะ นะ นะ"
    "อ่ะๆ อีกแป๊บเดียวนะให้อีกแป๊บเดียวจบเรื่องให้ได้นะ"
     
    แล้วเล่นได้สักพัก เราก็บอกว่า จบได้ยัง?
    "ไม่ได้ๆ เดี๋ยวต้องให้ปีศาจ(เล่นโดยเรา)ตายอีกสามรอบก่อน"
    อ้าว แล้วเมื่อไหร่จะจบว่ะเนี่ย
     
    เอ๊าเล่นกันต่อ ท่าทางจะไม่ยอมจบกันง่ายๆซะแล้วพอเราจะตาย
    "ไม่ได้ ตอนนี้คุณครูยังไม่ตาย"
    อ้าว ขนาดนี้ยังไม่ตาย แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะครบสามรอบวะ
     
    ทันใดนั้นเสียงจากข้างนอกก็ดังว่า
    "เด็กๆออกมาถ่ายรูปข้างนอกเร็ว"
    เด็กทั้ง 7 คนก็กรูวิ่งออกไปอยู่หน้ากล้องทันที
    พอถ่ายรูปเสร้จปุ๊บก็
    "คุณครูขาสวัสดีค่ะ"
    แจ้นกันไปคนละทิศคนละทาง
     
    อ้าว แล้วกูไม่ต้องตายอีก 3 รอบแล้วใช่มั้ย?
     
    ยังไงเนี่ย ลืมง่ายอะไรจะขนาดนั้น
    November 15

    รถ รถ รถ

    ตอนนี้กำลังอยากได้รถมากเลย
    มันเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับเราเหมือนกันนะ
    (เพราะเป็นผู้หญิงอะนะ)
    แล้วทำงานแบบนี้ก็กลับบ้านดึกบ้างล่ะ (ไม่บ้างแต่บ่อยๆตะหาก)
    ไม่ก็ไปกองบ้างล่ะ ไหนจะจ๊อบที่ต้องไปไกลๆอีก
     
    ก็เลยคิดว่าการมีรถเป็นเรื่องจำเป็น เราเลยจัดการปรึกษาคนเหล่านี้
    1. กนก ได้คำตอบว่า "ก็ดีนะหมี
    หมีจะได้ไม่ต้องนั่งแท๊กซี่ทุกวันอันตราย
    แถมกลับบ้านดึกๆอีก"
     
    มีแนวร่วมค่ะ
     
    2. เงินในกระเป๋า "อันนี้ไม่มีพอจะไปซื้อรถ
    แล้วเงินเดือนก็ไม่พอจะจ่ายค่าน้ำมัน
    ขานดจ่ายค่าห้องยังไม่มีเลย"
     
    ขาดปัจจัย แนวร่วมที่ 1 เลยบอกให้ ยืมแม้ว 555+
     
    3. ไปหาแม้ว "ฉันว่าแกเปลี่ยนงานง่ายกว่าว่ะ"
     
    ประโยคเดียว เป็นอันว่าจบข่าว
     
    แนวร่วมของเราเลยบอกว่า "ไปถามแม่ไป"
     
    4. ไปหาแม่ "ไว้เก็บเงินซื้อเองแล้วกัน" เอาเป็นว่าย้อนกลับไปที่ข้อ 2
     
    ข้อพิเศษล่าสุด ตอนที่ไปสอนที่ character club เราก็ไปไกลมากทีเดียวเชียว
    พอสู้รบปรบมือกับเด็กเสร็จ (พอๆกับตอนที่สอนติวเตอร์เลย)
    ก็กลับอีกแล้ว พอกลับมาถึงก็เล่าความลำบากให้แนวร่วมเราฟัง
    ว่าเนี่ยเหนื่อยมากเลย หลับตลอดทางเลย
    เท่านั้น แนวร่วมของเก็ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามทันที
     
    แบบนี้มีรถไม่ได้แล้ว!! เดี๋ยวขับไปหลับไปทำงานมาเหนื่อยๆขับแล้วหลับอันตราย!
     
    อ้าว...สรุปไม่มีใครอยู่ข้างเราซะแล้ววววว
     
    เอเถอะเด๋วค่อยเก็บเงินซื้อทีหลังก็ได้
    November 11

    มีหลายเรื่องมาอัพเดท

    แต่ว่าอยากขอระบายเรื่องนี้ก่อนเพื่อนเลยนะ
    คือว่า เมื่อวานนี้เราเพิ่งไปประชุมเรื่องสอนแอคติ้งเด็กมา
    (อย่างที่บางคนรู้หรืออาจจะไม่รู้ว่าเราไปสอนแอคติ้งเด็กอายุ 4-8 ปี)
    แล้วก็เกิดการรวมอาจารย์ในโรงเรียนขึ้น
    เราก็ยิ่งรู้สึกอย่างเด่นชัดขึ้นมาเลยว่า
    "กูห่วยยยยยย!!!!!!!"
    หรือพูดอย่างเป็นทางการว่า "ไม่เก่งกาจเท่าคนอื่นนั่นเอง"
    จะพูดภาษาทางการทำไม
     
    มาว่ากันตรงๆเลยดีกว่า
    ต้องสารภาพจริงๆจังๆว่า..
    แบบฝึกหัดที่เราสามารถประมวลไปสอนได้
    มีจำนวนน้อยมากที่มาจากการเรียนในคณะตัวเอง ภาควิชาตัวเอง
    เอ๊ะ ทั้งๆที่กูอยู่สื่อสารการแสดงใช่มั้ย?
     
    หลายคนอาจสงสัยอ้าวแล้วมึงเอาที่ไหนไปสอน
     
    1. แบบฝึกหัดประยุกต์จากหนังสือ
    2. แบบฝึกหัดจาก 8*8 (ที่ไปซุ่มเรียนมา 2 เดือน)
    3. แบบฝึกหัดจากคณะเพื่อนบ้าน
    4. จากประสบการณ์ที่พอจะมีเล็กๆน้อยๆที่เคยสอนมา
     
    คำถาม? แล้วกูเรียนสื่อสารการแสดงคณะตัวเองเพื่อ?
     
    จุดนี้กูก็ตอบไม่ชักจะได้ อ้อมแอ้มยังไงบอกไม่ถูก
    ถามว่าเออ แล้วที่เรียนใช้กับวิชาชีพเขียบทซิทคอมของกูได้มั้ย?
    คำตอบก็พอรู้ๆกันอยู่ว่าได้นิดหน่อยตามอัตภาพ แต่อย่างว่าใครๆก็ต้องมาเริ่มใหม่ทั้งนั้น
     
    เอ๊ะ กลับมาที่เดิมแล้วกูเรียนสื่อสารการแสดงมาเพื่อ?
     
    อ๋อ พื้นฐานที่ดีเพื่อจะไปต่อยอดกับที่อื่น
    อ้าวแล้วเด็กที่อื่นเค้าเก่งเลยได้ไงวะ
    เอ๊ะ คำถามนี้ต้องย้อนกลับไปที่ใครรึเปล่า
     
    อ๋อ ตัวกูนี่แหละ เพราะกูโง่นี่เอง ... อ๋อ อื้ม อ๋อ อื้อ อื้อ อื้ออมมมม
     
    งั้นกูเรียนสื่อสารการแสดงมาเพื่อ?
    อ๋อ อื้อมม เรียนให้ฉลาดขึ้นจากที่เคยโง่กว่านี้ อ๋ออ อื้อมม เข้าใจล่ะ
     
    ทำไมไม่มีใครฉุดเราจากความโง่นะ
    ทำไมสื่อสารการแสดงของเราถึงไม่ฉุดเราขึ้นจากความโง่เลยน้า...
    ทำไมน้า... หรือฉุดแล้วได้แค่นี้ก็น่าสงสารตัวเองจังเลยน้า..
    อุตส่าห์เกือบได้เกียรตินิยมเชียวนะ
    เอ๊ะหรือเพราะไม่ได้น้า เลยเป็นแบบนี้ อ๋อ เข้าใจแล้วๆ
     
    มันเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง
    August 13

    ไปสอนแอคติ้งมาอีกแล้ว

    วันนี้ไปสอนแอคติ้งมา
    สนุกมากเลย
    หลังจากที่ทำงานเขียนบทมาได้สักพัก
    มาสอนแอคติ้งแบบนี้เหมือนได้ฟื้นคืนชีพยังไงอย่างงั้น
     
    คือเขียนบทก็สนุกนะแต่ไม่สนุกเท่าสอนแอคติ้ง
    ชอบเจอคน ชอบเจอนักเรียนใหม่ๆเต็มไปหมด
    ชอบอ่ะ อยากเจอนักเรียนเต็มไปหมดอย่างงี้ สนุกดี
     
    ตอนนี้เลยจะเอาหนังสือเล่มที่กนกซื้อให้ตอนวันเกิดมาอ่านอีกทีดีกว่า
    ภาคภูมิใจกับหนังสือเล่มนี้มาก
    เป็นหนังสือแอคติ้งเล่มแรกที่เป็นเล่มจริงๆ
    อันอื่นเป็นแผ่นๆ 555+
     
    ตอนมันให้มาเรากรี๊ดเลยยย
    โอ้ว้าว ไม่น่าเชื่อว่าจะซื้อให้จริงๆ
    น่านแหละนะ
     
    วันนี้ดูนักเรียนมาส่งการบ้านอาชีพแล้วรู้สึกจริงๆว่า
    การที่เราไปเรียนที่8*8มานี่สุดยอดมาก!!
    ได้ใช้วิชาที่เรียนมาแล้วมันรุ้สึกดีจริงๆ
    แบบว่ารู้สึกว่าเรามีให้แล้วเราได้ให้
     
    อย่างเขียนบทงี้ ยังรู้สึกตัวเองโง่อยู่เลย
    เลยรู้สึกว่าเอ๊ะ เราได้ให้อะไรรึเปล่าวะ
    เรายังไม่รู้อะไรเลยไม่ทำแบบนั้นจะดีเหรอวะ?
     
    เอาเหอะ ยังไงก็ตาม
    วันนี้เราสนุกสนานกับการสอนมาก
    ชีวิตแฮปปี้ดี๊ด๊า เกิ๊บๆๆ
    ชอบง่ะชอบบบบบบบบบบบบ
    อยากทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจังเลยชีวิตคงมีความสุข 555+
     
    พอมาคิดแบบนี้แล้วก็เสียดายงานสอนที่Character Clubเลย
    เฮ้ออออออ เสียดายจังเลย แต่เอาเถอะ
    เราก็ยังต้องทำอะไรอีกเยอะกว่าจะไปถึงตรงนั้น
    ตอนนี้ยังผ่านด่านเขียนบทไม่ได้ก็ตั้งใจว่ายังไม่ไปทำอย่างอื่นหรอกนะ
     
    ตอนนี้ก็เลยคิดถึงละครเวทีขึ้นมา
    อยากเอาเวลาไปทำละครเวทีดีดีสักเรื่อง
    อยากเอาเรื่องเดิมมาทำใหม่
    (จริงๆก็อยากใช้นักแสดงชุดเดิมด้วย แต่มันคงไม่ว่างกัน 555+)
    คราวนี้จะทำให้ดีเลิศให้ได้เลย!!
     
    แต่ขอเติบโตและเรียนรู้อะไรอีกเยแยะมากมายก่อนนะ
     
    จริงๆได้โปสเตอร์ของ 8*8 มาก็รู้สึกว่าอยากเล่นมั่งจัง
    ยิ่งเป็นเรื่องที่เราเคยทำละครเวทีประเด็นนี้มาก่อนด้วย
    อยากเข้าไปเล่นเองจังเลย คิดถึงเวทีง่ะ เฮ้อออออ
    July 29

    ได้รูปรับปริญญาแล้ว ถ่ายกะป๊าน้อยจังเยย

     
    ก็ป๊าจะมาในวันซ้อมค่ะ
     
    แล้ววันซ้อมเนี่ยนะก็เป็นวันที่ญาติๆจะมากันะ
    ที่บ้านบอกว่าจะมาถึงเก้าโมง เค้าก็รีบเลย รีบแต่งตัวแต่งหน้า
    แล้วก็มารอที่คณะงี้
    แต่ยังไม่มีคนมานะ มีแค่เรากับช่างถ่ายรูป(น้องเบียร์ my cousin)
     
    น่านนนนแหละ
    แล้วก็เลยไปถ่ายรูปไปเพลินๆ แต่ไม่เพลินมากเพราะอยู่คนเดียว
    มันก็เปลี่ยวจายยยยย
    ลองโทรหาพี่น้อง ณ บ้านกทม. ก็ยังไม่ออกมากันอีก
    นี่ตกลงเรานัดกันกีโมง
    สิบโมงก็แล้วก็นยังไม่มีครายมาหาเราเลย
    เอ๊ะ หรือว่าจะโดนทิ้งซะแล้ว
    อะไร๊ เลี้ยงมาตั้งยี่สิบสองปีจนเรียนจบแล้วค่อยทิ้ง อะไร๊
    ยังไง๊ เนี่ย
    แล้วเสียงโทรสับมาค่ะ
    เป็นญาติ บ่ใช่พ่อแม่พี่น้องนะคะ เป็นญาติโกโหติกาค่ะ
    มากันจนจะครบแล้ว แล้วพ่อแม่ช้านนนอยู่หนายยยยยย
     
    สิบเอ็ดโมงก่าพ่อแม่ช้านก็มาถึงอย่างงี้
    เป็นเพราะมาม้าแต่งหน้าช้าแลป๊าไม่สบาย
    เราก็บอกตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าถ้าเกิดไม่สบายมากก็ไม่ต้องมาก็ได้
    แต่ป๊าก็มานะ
    แต่ไอ้คนที่ไม่มาก็คือน้องอาย
    น้องอายที่สบายดีซะด้วย
    แต่ไปเริงระบำเริงเล่นอยู่ในค่ายของโรงเรียน
    ไอ้เด็กเนิร์ดโรงเรียน
    ไม่ยอมมา ป๊าอุตส่าห์มาแต่แกไม่มา
     
    น่าน แหละ เราก็บอกให้ป๊าไปหาหมอ
    แต่ป๊าบอกว่า "จะไปได้ยังไงก็มีงานกันอยู่นี่ จะบ้าเหรอ"
    อย่างงี้ ป๊าก็ไม่ยอมไปด้วยนะ
    เราเลยรีบๆถ่ายรูปกับที่บ้านให้เสร็จ
    ป๊าจะได้กลับบ้านไปหาหมอ
     
    แต่กลับไปป๊าก็ไม่ไปหาหมออยู่ดี
    เลยให้น้องเฟิร์นไปรักษา
    แล้วมันก็รักษายังไงรู้มั้ยคะ?
    อย่างที่รู้ๆกันดีว่ามันรักษาโดยการ
    นอนหลับอยู่ข้างป๊า
    มันไม่เรียกว่าเป็นการรักษานี่!!!
    น่านแหละแต่มันก็รักษาแบบนี้
    แล้วใครตื่นก่อน ป๊าค่ะ ป๊าที่ไม่สบายตื่นก่อน
     
    และเนื่องด้วยสาเหตุดังกล่าวทั้งหมดที่ป๊าไม่สบาย
    และรีบถ่ายก็เลยทำให้เรามีรูปกะป๊าน้อยจังเยย
    แล้วก็มีรูปกะคนที่บ้านน้อยด้วยนะ ว้ายๆ
    แล้วรูปก็มีไม่ครบพี่น้องทั้ง 6 คนที่แสนน่ารักด้วยนะ
    บ้าจริง
     
    แต่เราก็ประทับใจปะป๊ามากเลย
    ที่ให้ความสำคัญกับงานนี้ของเรา
     
    มาม้าก็เหมือนกัน
    ถึงกับบอกว่าจะมาวันจริงให้เรากวันด้วย
    แต่ว่าไม่ต้องมาหรอกค่ะหนูไม่อยากให้แม่ลำบาก
    วันจริงแม่ก็เลยไม่มา
    พี่แม้วโดดงานช่วงสองชั่วโมงมาหาเราด้วย
    พร้อมกับพี่ติวและน้องอายที่พยายามมาชดใช้ความผิดของตัวเอง
    เกิ๊บบบบบบบ
     
     
    และขอขอบคุณทุกคนที่มางานรับปริญญาของเรา
    ประทับใจมากๆเลยค่ะ
    July 06

    คนทำงาน

    ตอนนี้เริ่มชีวิตการทำงานอย่างเต็มตัวล่ะนะ

    ไม่สนุกเหมือนตอนเรียนเลย

    ตอนเรียนสนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะก่าเยอะเลย

    ชีวิตคนทำงานมันช่างเศร้าแสนเศร้า

    ตอนนี้ที่เศร้ามากก็คือไม่มีเวลาให้กับที่บ้านเลย

    กลับมาอยู่บ้านในวันที่พี่น้องไม่อยู่บ้าน

    ทำงานเสร็จกลับไปถึงทุกคนก็นอนหมดแล้ว

    ตื่นขึ้นมาทุกคนก็ออกไปหมดแล้ว

    เหมือนเด็กขาดความอบอุ่นเลยอ่า

    มะเคยขาดความอบอุ่นอ่า มาขาดตอนนี้เลยรู้สึกเหงาๆไงไม่รู้

    อ๊า... ต้องเป็นโรคซึมเศร้าแน่เลยยยยยย

     

    ตั้งแต่ทำงานนี่เป็นช่วงชีวิตช่วงแรกที่ไม่มีสเกดวลเลย

    คาดหวังอะไรในอนาคตไม่ได้ นัดใครก็ไม่ได้

    ขาดสังคมอ่ะ ถ้าเป็นซิมส์ตอนนี้ระดับสังคมคงจะต่ำมากเลย

     

    แต่เชื่อว่าเดี๋ยวเราจะต้องปรับตัวได้!!!!

    ฮึ่ย!!!!