| Muikik~o:]'s profilemuikiko's spacePhotosBlogLists | Help |
|
May 17 นานะ+แผ่นดินไหวไม่อยากขึ้นต้นสเปซด้วยคำนี้เลย
แต่มันก็ช่วยไม่ได้อ่ะน้า....>.<
ไม่ได้อัพมาซะนานเลยยยยยย T^T ขึ้นแบบนี้ทุกทีเลยอ่า
ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงปิดเทอมของเรา
555+ สงสัยล่ะสิทำงานทำไมมีปิดเทอมด้วย
ก็ต้องขอบคุณการทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่มกราจนถึงเมษานะคะ
ที่ช่วยให้เรามีปิดเทอมแบบไม่ต้องทำงานสองเดือนเต็มๆ
ได้ไปวิ่งเล่นที่สวนหลังบ้านดูพัฒนาการของต้นแก้วมังกร
ศึกษาพืชพันธุ์ธรรมชาติ
รวมทั้งอาหารการกินในตลาดกระทุ่มแบน
ต้องขอบคุณสปอนเซอร์ใจดีนั่นก็คือ คุณปาป๊าพุงโต กิ๊ดดด >.<
เอาล่ะเนื่องจากว่างมาก
ก็เลยอาศัยช่วงเวลาอันมีค่านี้
....(ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม?)..
เปล่าเลย ฉันเอาไปอ่าน "นานะ"
รอบที่ล้านแล้วมั้ง o^.^o
ตอนนี้กำลังจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนานะซะแล้ว
อยากให้ออกเล่มต่อไปเร็วๆจังเลย
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!!!!!
เกลียดแฟนโนบุกับแฟนยาสุคนปัจจุบันที่สุดดดด!!!!!!!!!
เฮ้ออออ สบายใจ...^.^
จะว่าไปเนี่ยนะการที่เราอ่านนานะทำให้เราได้ภาษาแบบนี้ T^T >.<
มามากมายก่ายกองเลยล่ะ
เพราะว่านานะชอบมีอะไรแบบนี้อยู่เรื่อย ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้กัน
ว่าแต่ถ้าใครมีภาษาอะไรแบบนี้ก็อยากให้แบ่งปันบ้างจังเลยล่ะนะ
การอยู่บ้านนานๆเนี่ยทำให้รู้สึกตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนกันนะ
ไม่รู้ว่าโลกเป็นยังไงบ้างแล้ว
อยู่ที่นี่แผ่นดินไหวก็ไม่รู้สึกเลย ไม่สนุกเลยล่ะนะ
คิดว่าจะได้วิ่งหนีแบบคนอื่นเค้า
แต่ทุกคนรู้มั้ยคะว่าเป็นการหนีภัยที่ผิดวิธีนะคะ (ดูข่าวมา เพราะว่างมากเลยนั่งดูอะไรก็ได้ที่มีอยู่กับบ้านได้หมด)
วิธีที่ถูกต้องเราต้องเรียนมาจากชินจัง (ตลกจังนะ)
มารุโกะจังด้วย (ตลกเข้าไปอีก)
แต่ว่าเมืองไทยไม่ได้สอนกันจริงๆนี่นา
จริงๆแล้วคนที่อยู่ในอาคารสูงเกิน 4 ชั้นขอให้หลบลงใต้โต๊ะจะดีกว่านะคะ
เพราะต่อให้วิ่งมามันก็ไม่ทันหรอกค่ะ สู้หาอะไรป้องกันหัวไว้ดีกว่า
ส่วนคนที่อยู่ต่ำกว่านั้นก็ลงบันไดหนีไฟให้เร็วที่สุดและออกมาอยู่ห่าง 30 เมตร
โธ่พ่อคุณ จะไปวิ่งทันได้ยังไงล่ะคะ
นักวิชาการนี่ก็คิดอะไรเว่อๆ หนีลงมาไม่รู้จะทันมั้ย แล้ววิ่งออกไปสามสิบเมตรนี่อีก
ว่าแต่ คนที่มีสี่ชั้นพอดีล่ะ จะทำยังไงหว่า?
นักวิชาการเค้าก็ไม่ได้พูดเอาไว้ เอาเป็นว่าใครบ้านสี่ชั้นก็ซวยนะคะ
อ้าว บ้านกูเองนี่หว่า
เออช่าย มัวแต่ไร้สาระ (อ่ะ รู้ตัวซะด้วย)
มีเรื่องจะฟ้อง วันนี้พี่อายไปสัมภาษณ์ที่มหิดลมา (เพราะดันติดวิศวะ มหิดล ชีวการแพทย์อะไรนั่นน่ะนะ)
ทีนี้เค้าก็มีให้กรอกว่าพี่ๆทำงานอะไร
น้องอายเขียนให้พี่มิงค์ว่า territory manager หรืออะไรประมาณเนี้ยนะ
รู้ถึงชื่อตำแหน่ง อินไซด์มาก
แต่พอมาถึงเราน้องอายกลับเขียนว่า "freelance" T^T
ดูสิดู มันลำเอียงขนาดไหน
แต่พอถามถึงแม้ว เราก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
เพราะมันเขียนว่า วิศวกร 5555+
พูดถึงคำนี้ก็นึกถึงแม้วที่อยู่ที่ก่อสร้างใส่หมวกนิรภัยเลยล่ะนะ (คิดไปเอง)
รู้สึกดีจังที่ยังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมแบบแม้วอยู่ ^.^
ว่าแต่มาคิดเล็กคิดน้อยอะไรเรื่องแบบนี้เนี่ย ท่าทางจะว่างมากไป April 21 กนกไม่สบายเมื่อวานนี้เราพากนกไปโรงพยาบาลจุฬาฯมา
บางคนอาจจะคิดว่าพาไปทำไมโรงพยาบาลจุฬาฯ
ความจริงแล้วมันมีพี่สาวที่เรียนหมออยู่ที่นั่นน่ะนะ
พูดไปแล้วอาจจะไม่เชื่อว่าพี่สาวกนกรุ่นเดียวกับน้องเฟิร์น
แปลว่ากนกเด็กกว่าน้องเฟิร์นหรือนี่?
ช่างเป็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ยนะ
เพราะท่าทางกนกดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเยอะทีเดียวเชียว
คือว่ากนกมีอาการแบบว่าหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
คือว่าเต้นเร็วผิดปกติอะนะมันเต้น100ทีเดียว
ทั้งๆที่คนปกติเต้นแค่72-80
แถมมีอาการชาที่แขนซ้ายแต่ยังมีความรู้สึกอยู่นะ
พอไปตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาก็ต้องไปตั้งแต่7 โมงเช้า
ต้องตื่นมาตั้งแต่ 6 โมง
สุดยอดเช้าสำหรับเราเลย
ไปถึงก็ทำบัตรนู่นนี่ มีคนมาโรงพยาบาลเต็มไปหมด
กนกก็ให้พี่สาวนำทางและพาไป เราก็ยืนกร่อยๆอยู่คนเดียว
แวบไปเห็นที่ทอดผ้าป่าซื้อเครื่องมืการแพทย์เลยเอาเงินไปบริจาคในชื่อป๊ากับม้า
อยากให้ป๊ากับม้าแข็งแรงมีสุขภาพดีดี สาธุ
อ้าว ไม่เกี่ยวกับเรื่อง
กลับมาที่กนกก็ไปรอที่โอพีดี
ก็ต้องรอประวัติอีก 45 นาที ซึ่งถ้าเป็นเวลาซิทคอมก็แปลว่าอีก 1 ชั่วโมง
แต่ที่นี่ตรงต่อเวลามากเลย ไม่น่าเชื่อ!!
ระหว่างนั้นเราก็ไปกินข้าวเป็นศูนย์อาหารที่อยู่บนชั้นเอ๊ะ จำไม่ได้ 11 รึเปล่านะ
แต่ว่าถือว่าเป็นศูนย์อาหารลอยฟ้านะ
แล้วก็ไปรอชั่งน้ำหนักวัดความดัน
แล้วก็รอเพื่อนพี่สาวมันมาพาไปหาหมอคนที่เก่งๆ
คือว่าก่อนหน้านี้อาการของกนกเป็นดังนี้นะคะ
เจ็บที่หัวใจ แขนซ้ายไม่มีแรง เหนื่อยง่าย ทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อยแล้ว
ไม่มีอาการซีดแต่อย่างใด ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านที่นึง
หมอบอกว่าเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ
หา..จะเป็นกล้ามเนื้ออักเสบได้ยังไงหว่า?
แล้วให้ยาคลายกล้ามเนื้อกับยาแก้อักเสบมา
แล้วต้องขอหมอตรวจคลื่นความถี่หัวใจ (ต้องขอเองนะเนี่ย)
หมอบอกปกติแล้วให้ยากลับบ้านไป
แต่นอนคืนนึงแล้วกไม่ดีขึ้นเลยต้องพาไปที่โรงพยาบาลดังกล่าว
หมอก็ตรวจดูแล้วก็ไม่พบความผิดปกติอะไรนอกจากหัวใจเต้นเร็วผิดปกติและแขนซ้ายอ่อนแรงผิดปกตินิดหน่อย
หมอบอกว่าให้ขึ้นไปตรวจ neuro คือพวกระบบประสาม
ไปถึงก็ไปทำบัตรนัด ได้คิวนัดเป็นวันที่ 21 มินายน
หา!!! พระเจ้าช่วย
มิถุนายนไม่ต้องเป็นหนักไปแล้วเหรอคะ?
แต่พยาบาลบอกว่าไม่มีคิวหมอ
โชคดีที่พี่มันเป็นนสพ.ที่นี่ (นิสิตแพทย์) เลยโทรเรียกพี่หมอนิวโรคนนึงเข้ามาช่วยตรวจให้หน่อย
หมอมาบ่ายสองก็นั่งแหง่วรอต่อไปถึงบ่ายสองเข้าไปตรวจ
ทดสอบอะไรสารพัดก็ไม่เจอความผิดปกติอะไร
ระหว่างที่รอเนี่ยก็ไปตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจอีกที
แล้วก็ไปเอกซเรย์ด้วย
(นี่ถ้าเป็นคนจนๆไม่รู้จักใครจะทำยังไงเนี่ย)
เลยต้องรอไปตรวจเอคโค่วันศูกร์นี้ว่าจะมีความผิดปกติอะไรมั้ย?
เสร็จแล้วเราต้องไปทำงานแล้วก็ส่งกนกขึ้นรถแทกซี่กลับบ้านไป
แล้วก็โทรถาม่ามีคนนอนอยู่ด้วยมั้ยถ้าไม่มีก็จะไปอยู่เป็นเพื่อน
พี่มันก็กลับมานอนด้วยแล้วอีกวันก็ให้กลับบ้านนอกไปอยู่กับแม่เลย
จะได้มีคนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
แล้ววันศุกร์ค่อยกลับมาตรวจเอคโค่
คราวนี้ถ้ายังหาไม่เจอก็จะให้ติดเครื่องวัดการเต้นของหัวใจ 24 ชั่วโมง
ทุกคนก็บอกว่าหัวใจน่าจะผิดปกติแต่ไม่รู้ว่าผิดยังไง
ง่า..... ยังไงดีล่ะเนี่ย
April 14 หนึ่งปีผ่านไปเมื่อกี้พอดีคิดถึงขวัญที่ไปดั้นด้นฝ่าฟันทำงานอยู่ที่เมืองนอก
เลยเปิดดูรูปตอนบายเนียร์ที่ยังอยู่ในสเปซ
รู้สึกดีที่ไม่ได้ลบไป
ความรู้สึกเราเหมือนมันแป๊บเดียวเองบายเนียร์เนี่ย
แต่พอมาคิดอีกที 1 ปีแล้วนี่หว่า
น้อง 39 เค้าก็บายเนียร์ไปแล้วด้วย
พอกลับไปคิดถึงเมื่อตอนปีที่แล้วกับปีนี้มันต่างกันเยอะเลยนะ
เมื่อปีที่แล้วยังไม่รู้จะทำอะไร นั่งว่างๆอยู่ที่บ้าน
รอเรียน8*8อยู่ ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องแอคติ้งมากเท่าไหร่ด้วยซ้ำ
ยังไม่ได้เริ่มทำงาน ไม่รู้ว่างานต้องทำยังไงอะไร ไม่ค่อยเข้าใจ
แถมยังอยู่ในระหว่างการหางานด้วย
จำได้ว่าเกือบได้ไปเป็นแคสติ้งที่ฟีโนมีน่าแน่ะ
แล้วก็ก่อนหน้านี้ปฏิเสธครีเอทีฟที่อาร์เอสไป
ตอนนั้นก็เสียดายที่ไม่ได้ทำ
แต่ถ้าทำเราก็คงไม่ได้มาเรียนแอคติ้งที่8*8
ตอนนั้นถ้าไม่หน้าด้านคงไม่ได้มาเขียนบทที่นี่
แล้วยังมีไปสอนแอคติ้งเด็กตัวน้อยๆอีก
ปีนึงที่ผ่านมาเราทำอะไรมาเยอะเหมือนกันนะเนี่ย
รู้สึกตัวเองเติบโตขึ้นยังไงไม่รู้พอย้อนไปดูเมื่อตอนก่อนๆ
ไม่รู้ว่าปีหน้าจะรู้สึกแบบนี้อีกรึเปล่า
เพราะปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มทำทั้งนั้น
แต่ถือว่าที่ผ่านมาหนึ่งปีได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าเหมือนกันนะ
ความจริงปีนี้เราน่าจะให้เวลาครอบครัวมากขึ้น
แต่คงต้องบอกว่าขอเวลาอีกหนึ่งปี ขอเติบโตอย่างเต็มที่
ขอใช้เวลาช่วงที่ยังมีไฟเริ่มทำอะไรหรือการดีดตัวของตัวเองอย่างคุ้มค่าก่อน
ปีนี้ก็มีหลายโปรเจ๊คที่รู้สึกว่าต้องทำให้ได้
จะพยายามกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนมากขึ้น
ตั้งใจมากขึ้น แล้วก็เชื่อว่าเราต้องทำได้แน่ๆเลย
เอาล่ะ เราค่อนข้างโชคดีที่มีเวลาว่างจากงานประจำ 2 เดือน
ให้ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำ
2 เดือนนี้ยังไงก็ต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
อย่างน้อยสองเดือนนี้ต้องไม่สูญเปล่าและทำเงินให้ได้เยอะๆ
เผื่อจะได้เลี้ยงแม่ได้ 555+
(มึงเลี้ยงตัวเองให้ได้ก่อนเถอะนะ) April 05 ไปชอบปปิ้งมาเมื่อกี้แวบไปอ่านบลอคของน้องเฟิร์นมา
แล้วก็พบว่ามีคอมเม้นท์นึงมีเขียนถึงเราด้วย คิคิคิคิ
บอกว่าน้องเฟิร์นเป็นหมอ น้องมุ้ยเขียนบทบางรักซอย9
เอ๊ะ เค้าไม่ได้เขียนบางรักนะคะคุณ
แต่อยู่ในเครือเดียวกัน
เขียนบทผู้กองเจ้าเสน่ห์อยู่ตะหาก คิคิ
เอ๊ะ แล้วประเด็นคืออะไร ไม่มี ไร้สาระอีกตามเคยนะคะ
วันนี้ไปชอปปิ้งมา
ซื้อเสื้อมาหลายตัวเชียว เดี๋ยวนี้เค้าฮิตเสื้อเชิ้ตมากเลยนะเนี่ย
เดินไปกี่ร้านขายเหมือนกันทุกร้านเลย
วันนี้ไปเดินสองทุ่มกว่าๆ จะปิดหมดแล้ว
ทุกร้านก็บอกว่าตัวสุดท้ายปิดร้านลดให้พิเศษทุกร้านเลย ><
แล้วก็ซื้อของแบกะดิน กินข้าวกับคุณป๋องต่อ
เหมืนอเดิมร้านก็มีแต่เสื้อเชิ้ต
แต่ช่วงนี้ส่วนตัวแล้วฮิตชุดแซก
ซื้อชุดแซกมาอีกหนึ่งตัว ตัวนี้สีหม่นๆหน่อยแต่ว่าสวยดีนะคะ
ตอนแรกจะเลือกสีแดง แต่ก็เอ๊ะ สีแดงเรามีตั้งสองตัวแล้วเลยเลือกสีที่ยังไม่มีดีกว่า
วันนี้พอเริ่มด้วยคอนเซปซ์นี้ เลยมีแต่คอนเซปต์นี้หมดเลย
อ้าว สรุปไม่มีสีที่ตัวเองชอบเลย มีแต่สีแปลกๆ!!!หม่นๆ
ความจริงแล้วมันเริ่มจากเสื้อตัวแรก (ไม่นับแซกตัวนั้นนะ)
ก็คิดอยู่ว่าสีน้ำตาลสวยกว่า แต่ก็เลือกสีเขียวเพราะแปลกดี
พอร้านถัดมาสีเขียวสวยกว่า แต่ซื้อสีเขียวแล้วเลยเอาสีน้ำตาลเพราะว่ามันก็แปลกดี
สรุป ไม่ใช่ว่ามันแปลกดีหรอก ฉันว่าฉันคิดแปลกๆต่างหาก
กลับมาเลยงงๆกับชีวิตหน่อยๆ กูจะซื้อให้เป็นลูกโซ่ทำไมไม่รู้
ไม่เข้าใจตัวเอง
แต่ซื้อเสื้อมาอีกแบบนี้ไม่รู้จะโดนด่าว่าซื้อมาเยอะแยะทำไมอีกรึเปล่า?
เพราะว่าตอนนี้ทั้งพี่น้องก็ว่าเรื่องนี้ กนกเองก็ยังว่าเรื่องนี้เลย
แหม..ก็มันใส่ซ้ำไปซ้ำมาก็น่าเบื่อแย่สิ เนอะ
แล้วก็มีปืนฉีดน้ำแล้วด้วย!!!
เอ้อ มีบิกินี่ตัวใหม่แล้วด้วย!!!!
เสื้อผ้าวันนี้ก็ล๊อตใหม่!!!!!
มีแต่ของใหม่ๆทั้งนั้นเลย มีความสุข!!!!! ><
อยากได้รถใหม่ด้วยนะ ฮะฮะฮะ!!
March 31 ความชั่วร้ายของฉัน อันที่จริงดิฉันก็ห่างหายจากวงการบลอคไปเสียนาน
ให้มันขึ้นความทุเรศบลอคแทคนานๆทำไมไม่รู้
อาจจะเพราะงานเยอะก็ได้ อันนี้ก็ต้องสงสารกันหน่อยนึงนะคะ
เพราะเรากำลังทำสถิติหรืออะไรไม่รู้อยู่ เรียกได้ว่าซิทคอมเรื่องนี้ได้ทำลายสถิติหลายอย่างเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น
1. มีการถ่ายทำติดกันมากที่สุดนั่นคือ 9 ตอน (ซึ่งตอนหลังตามอสบอกมาว่าถ่ายไม่ไหวขอ 8 ตอนพอ
ตามอสคะ เพราะตามอสแหละค่ะที่ทำให้มันต้องเป็นอย่างนี้ คนที่บ่นน่าจะเป็นดิฉันนะคะ ไม่ใช่ตามอส)
2. มีสตอคถ่ายทำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตอนนี้ทำสตอคไปถึงเดือนกรกฏาคมแล้วนะคะ ถ้ามุขไม่อัพเดตอย่าว่ากัน มันจำเป็นจริงๆ
3. เรตติ้งสูงที่สุดเท่าที่เคยเปิดตัวมา เรตติ้งถึง 4 ทีเดียวเชียว
4. เรตติ้งพุ่งเร็วที่สุด จาก 4 เป็น 6 และตอนนี้ร่วงมาที่ 4 แล้ว ช่วยๆกันดูหน่อยถึงตอนนี้จะดราม่าไปนิด
แต่ตอนนี้กำลังปรับปรุงให้นะคะสำหรับคนชอบความโจ๊ะ
5. ทีมเขียนบทได้หยุดยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา นั่นคือ 2 เดือนกว่าๆกันเลยทีเดียวเชียว
แต่ดิฉันยังไม่หมดช่วงเวลานรกนะคะ เพราะฉะนั้นยังไม่ลัลล้าดาด้าด่าเท่าไหร่ ยังต้องก้มหน้าก้มตาลุยงานต่อไป
และสวัสดี สี่ตอนติดที่กำลังจะมาถึงด้วย
เอาล่ะ ซิทคอมอะไรจะไปน่าสนใจเท่าความชั่วร้ายของเรา
แหมเกริ่นซะน่าอ่าน แต่ไม่อ่านก็ดีเพราะเราจะได้ดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่ 555+
แต่เชื่อว่าทุกคนต้องอ่านแน่นอน
ความชั่วร้าย 1 ฉันตกบันได
เอ๊ะแล้วตกบันไดมันเลวร้ายยังไงเหรอคะคุณมุ้ย
กะอีแค่ตกบันไดมันจะเลวร้ายได้ยังไงล่ะค่ะ มันก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอกค่ะ ถ้ามันไม่ทำคนอื่นเดืดร้อนไปได้
หยื่อของมันคราวนี้คือ : น้องเฟิร์น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่มันนใส่เสื้อสีบานเย็น (จำได้ด้วย เก่งสุดยอด)
ด้วยความเข้าใจผิด (อย่างเคย) และความเอาหน้า (อีกแล้ว) มันก็จะพาน้องลงบันได
ซึ่งมันลืมไปรึไงว่ามันกับน้องอายุห่างกันปีกว่าๆ ตัวมันไม่ได้โตไปสักเท่าไหร่เลย
แล้วมันก็ไม่ได้เจียมสังขารด้วยว่าตอนเด็กๆมึงผอมอย่างกับปอบตัวจิ๋วๆ น้องมันอ้วนท้วนน่ารัก
มันก็อุ้มน้องมันลงบันได และเหตุการณ์ก็เป็นอย่างที่คิด มันตกบันได
แต่แค่ตกบันไดไม่เลวร้ายเท่าชอตก่อนที่มันจะตกบันไดค่ะ ชอตตอนนั้น
มันมีสติ ใครอย่าคิดว่ามันไม่มีสติ มันมีสติรู้ว่าตัวเองกำลังตกบันได มันเลยใช้ความเป็นพี่ที่ดี
เอาหัวน้องลง!!!! ฮะฮะฮะ
ความชั่วร้ายที่ 2 ฉันไม่เคยเป็นตัวร้าย
ในบรรดาเหล่าการละเล่นทั้งหลายในวัยเด็กสิ่งที่เราเล่นบ่อยที่สุดคือเล่นสมมติ
ทั้งสมมติว่าตัวเองเป็น และสมมติว่าตุ๊กตาเป็น
แน่นอนว่าในความเป็นพี่ที่สุดในกลุ่มเด็กเล็ก เลยกดขี่ให้น้องเล่นเป็นตัวอื่นๆ และตัวนางเอกกต้องเป็นมัน "อีมุ้ย"
ถึงแม้น้องบอกว่าอยากเป็นบ้าง มันก็ไม่ยอมให้เป็นอยู่ดี มันจะต้องได้เล่นเป็นนางเอก นางเงือก นางฟ้า
ผู้หญิงที่สวยที่สุดในเรื่อง ผมยาวตาโต ทั้งที่ความจริง ผมมันกุดเป็นชี แต่มันก็ดันทุรังจะเล่น
และไม่ใช่ในการเล่นแค่ตัวมันเป็นนางเอก แต่ตุ๊กตาของมันก็ต้องได้เป็นนางเอกด้วย
ทุกอย่างที่เป็นของมันจะต้องเป็นนางเอกเสมอ ใครจะมาแย่งมันไม่ได้
ถ้าใครแย่งมันต้องโดนอีมุ้ยทำการขับไล่ออกจากกลุ่มซึ่งทำไมมันถึงมีอำนาจก็ไม่รู้ แต่มันมี
แต่ถ้าคิดอีกทีถ้าน้องมันฉลาดกว่านี้รวมตัวกันขับไล่มัน น้องมันก็ได้เล่นนะเพราะน้องมันมีพวกมากกว่า --> มีความพยายามจะกลบเกลื่อนความผิดด้วย
ความชั่วร้ายที่ 3 ฉันกีดกันสิทธิ์
เนื่องจากน้องอายเป็นน้องคนเล็ก
น้องอายไม่มีสิทธิ์จะมาเล่นรวมกับเราสามพี่น้อง
น้องอายไม่มีสิทธิ์จะมาเรียกร้องจะเล่นเป็นอะไรทั้งนั้นนอกจากตัวร้าย
น้องอายไม่มีสิทธิ์มาร้องไห้งอแงเพราะเราจะไม่ให้เล่นด้วย
น้องอายเลยไปเล่นกับคนข้างบ้าน
แต่น้องอายก็ไม่มีสิทธิ์ไปเล่นกับคนข้างบ้านเพราะเราไม่ให้เล่น
คนข้างบ้านนิสัยไม่ดีจะทำให้น้องอายนิสัยไม่ดีไปด้วย
(แหม..มึงนิสัยดีมากนะกีดกันน้องไม่ให้มีคนคบ)
แล้วพน้องอายอดเล่นกับคนข้างบ้านเพราะคิดว่าเราปกป้องมัน เลยจะมาเล่นกับเรา
เราก็กีดกันไม่ให้มันเล่นกับเราใหม่ เป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ
เพียงเพราะมันเป็นน้องคนเล็ก
แหมแต่นั่นก็สมัยเด็กอะนะ ตอนนี้เค้ารักน้องอายจะตายไป
พี่อายต้องภูมิใจนะที่พี่อายโดนแบบนั้นทำให้น้องอายเข้มแข็งอดทนได้อย่างทุกวันนี้นะ คอยปกป้องเค้าด้วย คิคิคิ
พยายามคิดอีกแต่ก็คิดไม่ออกแล้ว สงสัยเลวได้แค่นี้ 5555+
แต่ตอนนี้เค้าสำนึกผิดแล้วนะ แล้วที่สำคัญเค้าทำตามกฏแซ่ตันนะเออ
เค้าเลี้ยงน้องทุกครั้งนะ คิคิคิ ไม่เคยเบี้ยวววว January 22 Blog tag!!!!! ความลับทั้ง 5 ที่ไม่เคยเปิดเผยต่อใครBlog tag!!!!! โดนมาซะแล้ว เขียนเลยแล้วกัน
ความลับ 5 อย่างที่ไม่เคยเปิดเผยกับใคร (แต่ของเรามีมากมายเหลือเกิน 555+)
1.เรื่องใบเหลืองใบแดง
เรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องไร้เดียงสา น่ารัก หรือโง่ไม่รู้
มันเป็นความพยายามจะเข้าใจฟุตบอลของเรา เราก็ไม่เข้าใจว่าใบเหลืองใบแดงคืออะไร
เห็นแต่กรรมการมายื่นให้นักฟุตบอล แล้วก็เดินออกจากสนามไป
เราก็ตีความได้ว่ากติกาของฟุตบอลคือ.....นักฟุตบอลทุกคนจะมีใบเหลืองใบแดงเก็บไว้
คนละอัน ถ้าใครทำตกกรรมการจะเก็บให้แล้วก็โดนลงโทษไล่ออกจากสนาม
ใบเหลืองต้องตกสองครั้ง ใบแดงตกครั้งเดียว
กีฬาบ้าอะไรวะเนี่ย
เข้าใจก็ผิดยังจะคิดด่าเค้าอีก!!
2. แผนการชั่วสมัยยังเป็นเด็ก
ผู้ร่วมขบวนการ : 4 คน (รวมตัวเอง)
เหยื่อ : พ่อ
สิ่งที่ต้องการ : ตุ๊กตากระดาษร้านนันทนา
เหตุการณ์ : พอป๊ากลับมาบ้านด้วยมอเตอร์ไซค์ปุ๊บ
เราก็ทำเป็นผลักน้องล้มปั๊บ น้องร้องไห้ปุ๊บ ป๊าปลอบใจด้วยการพาน้องไปตลาดปั๊บ
ป๊าถามว่าไปไหนปุ๊บ น้องบอกไปร้านนันทนาปั๊บ แล้วน้องเลือกซื้ออะไรคะ?
ตุ๊กตากระดาษ!!! โอเคเริ่มแผนการ
และเราก็ทำมันสำเร็จซะด้วย 555+
3. เคยหนีออกจากบ้านแบบไม่มีใครรู้ตัว
ตอนนั้นได้รับการโกหกจากแม่ "แกไม่ใช่ลูกที่แท้จริง ป้าเข็มเก็บแกมาจากถังขยะหน้าบ้าน"
ใครๆก็รูว่าเรื่องนี้เป้นเรื่องหลอกเด็กที่แต่งขึ้นโดยคุณพ่อคุณแม่
แต่ไม่ใช่ "มุ้ย" มุ้ยมันไม่รู้ว่าเป็นเรื่องล้อเล่น มันคิดว่าเป็นเรื่องจริง
มันเลยตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าในเมื่อไม่ใช่ลูกบ้านนี้จะอยู่บ้านนี้ทำไม
เก็บเสื้อผ้าใส่ห่อผ้าแบบในหนังจีน (กระเป๋าก็มีแต่ไม่ใส่ สงสัยเพราะโง่)
ออกจากบ้านออกไปในทันที
แถมก่อนออก ดูซ้ายดูขวาดูลาดเลาไม่ให้มีคนเห็นว่าเราหนีออกจากบ้าน
แอบซ่อนห่อผ้าไว้ในพุงเพราะคิดว่าทุกคนต้องไม่เห้นว่ามันผิดปกติ
ทังๆที่มันผิดปกติมากค่ะมุ้ย ถ้ามึงไม่รู้
แต่มันก็หนีออกจากบ้าน แล้วก็วิ่งไป วิ่งไป วิ่งไป ถึงไปรษณีย์ที่อยู่ห่างบ้านเพียง 5 เมตร
กูวิ่งได้มากสุดแค่นั้นแหละ แล้วก็จะขึ้นรถสองแถว แต่คิดได้ว่าไม่มีตังค์ เลยไม่กล้าขึ้น
ซึ่งสมัยนั้นเด็กขึ้นฟรีค่ะ แต่มันไม่ขึ้นเพราะมันไม่รู้ เพราะมันโง่
แต่มันสำนึกดีนะคะ ไม่ขึ้นเพระไม่มีเงินทั้งๆที่มันคิดจะโกงก็โกงได้
แต่มันก็ไม่ไป
ดีแล้วล่ะที่มันไม่ไป ไม่งั้นป่านนี้มันไปนั่งขอทานที่ไหนไม่รู้
พอไปไหนไม่ได้มันก็ไปซ่อนที่ไหนล่ะคะ
ที่บ้านป้าเข็มที่ติดกับบ้านมันล่ะกัน เลยเอาห่อผ้าไปด้วย
แล้วไปขอข้าวเค้ากิน ซึ่งเป้นเรื่องผิดปกติที่เค้าจะสงสัยว่ามึงหนีออกจากบ้านมั้ยคะ?
ไม่ค่ะมุ้ย ถ้ามึงคิดว่าเค้าจะสนใจที่มึงหนีออกจากบ้าน ผิดค่ะ
เพราะเค้าไม่คิด ปกติมึงก็มาแดกขนมเค้าไม่จ่ายตังค์อยู่แล้ว
คราวนี้มึงจะมาแดกข้าวเค้าก็ไม่รู้สึกว่ามึงผิดปกติค่ะ
มึงคิดผิดค่ะอีมุ้ย
แล้วเรื่องเป้นยังไงต่อเหรอคะ แม่ก็แวะมาบ้านป้าเข็มซึ่งไม่ใช่จุดมุ่งหมายว่ามึงหายไปจะมาตามนะคะ
แม่มาเม้าท์ค่ะ แล้วก็เจอมุ้ยเข้า แม่ทำไงคะ แม่ก็บอกว่าไป ไปซื้อหนมไป
มุ้ยลืมความโกรธแค้นที่บอกว่าไม่ใช่ลูกแม่ แล้ววิ่งไปซื้อขนมค่ะ
อีมุ้ย มึงโง่!!!!
4. ฝันร้ายที่สุดในชีวิต : ฝันว่าน้องสาวตาย
ตื่นขึ้นมาร้องไห้อย่างจริงจังมาก ถึงกับพูดจาไม่รู้เรื่อง
แล้วโทรไปหาน้องสาว ปรากฏว่ามันรับสาย ตอนนั้นก็ยิ่งร้องไห้จะป็นจะตาย
เพราะมันเป็นแค่ความฝันจริงๆด้วย
ตอนนั้นจากน้ำตาร้อนๆเสียใจเนี่ยเป็นน้ำตาดีใจเลยนะคะ
เลิฟยูจุ๊บๆ
5. การ์ตูนอมตะในดวงใจ
น่านแน่ ใครๆก็คิดว่าเราจะชอบประมาณโอเรมอน เซเลอร์มูนรึเปล่า แต่จะบอกว่าไม่ใช่
การ์ตูนที่เรารักที่สุดในชีวิตมีชื่อว่า "ภายในรั้วโรงเรียน"
ถ้าใครไม่รู้จักแปลว่าคุณเป็นคนธรรมดาสามัญ
แต่ถ้าใครรู้จักเธอเป็นคนโชคดีมาก เพราะการ์ตูนเล่มนี้ ไม่ตีพิมพ์ ไม่จัดจำหน่าย
เพราะเป้นการ์ตูนส่วนตัวเรื่องที่เรากับน้องสาวร่วมกันวาดและเขียนขึ้นมา
อย่างไม่มีการวางโครงเรื่อง ไม่มีการวางคาแรคเตอร์
มีแต่การเขียนต่อกัน คนละหน้า หรือคนละตอน
โดยไม่ได้ปรึกษาอะไรกันเลย จนมันจบเรื่องจนได้ ตอน ประถม ไม่รู้ป.อะไร
จริงๆมีอีกเรื่องด้วย(แต่อันนี้เป็นนิยาย)เรื่องฟารอส ถ้าใครเคยได้อ่านฉบับแรกที่เขียนจบตอนม.3
คุณเป็นคนโชคดีมากเพราะหลังจากอ่านเวียนกันได้ประมาณ 5-8 คน มันก็หายไป!!!!
ปัจจุบันนำมาพยายามเขียนใหม่หลายต่อหลายครั้งแต่มันเป็นอาถรรพ์อะไรไม่รู้ ไม่จบสักทีจนปัจจุบัน
แต่เราจะตั้งใจเขียนล่ะ ทุกคนจะได้โชคดีที่ได้อ่าน 555+ 6. (อ้าวให้เขียนแค่ 5 ข้อนี่แต่แถมๆให้แล้วกัน) รักครั้งแรก
มึงแรดมากอีมุ้ย มึงมีความรักครั้งแรกตอน ป.6 555+ รักกับใครเหรอ?
ผู้ชายคนนันป่านนี้เป็นอะไรไปแล้วไม่รู้ แต่อยู่แถวๆบ้าน เป็นบ้านหลังสีเขียว
เคยเรียนกวดวิชาที่วัดเลียบด้วยกัน ไม่รู้ชอบเพราะอะไร แต่ชอบ 555+
(ถ้าปัจจุบันเป็นตุ๊ดล่ะ ไม่เป็นไรกูเคยเจอเหตุการณ์นี้แล้วกูทำใจได้)
7. มีความเชื่อว่าลูกเกิดมาจากผู้ชายผู้หญิงที่นอนข้างกัน
แต่การมีอะไรกันไม่สามารถทำให้มีลูกได้นะคะ (ไม่รู้เอาอะไรคิด)
แต่อยากจะบอกว่าคิดแบบนี้จนถึงม.2 เลยนะคะ
ข้อสังเกตในการคิดได้แบบนี้ ส่วนใหญ่ลูกจะแยกห้องนอนพอโตขึ้นให้ผู้ชยนอนห้อง ผู้หญิงนอนห้อง
เพราะถ้านอนติดกันเดี๋ยวมีลูกด้วยกัน หรือถ้านอนด้วยกันก็เป็นเตียงสองชั้นเพราะนอนไม่ติดกัน
หรือลูกสาวแยกห้องนอนกับพ่อแม่เมื่อโตขึ้นเพราะเดี๋ยวลูกนอนติดพ่อ ลูกชยก็ในทำนองเดียวกัน
เพราะการมีอะไรกันเป้นเรื่องเฉพาะอารมณ์ เราสามารถควบคุมให้มันไม่เกิดได้
เพื่อไม่ให้ผิดศีลข้อ 3 เพราะคนเราต้องสืบพันธ์และต้องรักษาศีลข้อ 3
เราก็เลยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์เพื่อไม่ให้ผิดศีลข้อสาม แต่มีลูกได้จากการนอนข้างกัน
555+ เอาอะไรคิดวะ?
8. เชื่อว่าการเกิดปฏิกิริยาคอลลอยด์ในอากาศที่สามารถเห็นแสงเป็นเส้น
เป้นความสามารถพิเศษที่มองเห้นได้คนเดียว
เพราะเรามีตาวิเศษของนางฟ้า 555+ ไร้สาระชิบเป๋ง
9. ปฏิบัติการรองเท้าคู่ใหม่
ผู้ร่วมขบวนการ : คนเดียว
เหยื่อ : มาม้า หรือปาป๊า
สิ่งที่ต้องการ : รองเท้าใหม่
เหตุการณ์ : เราก็เอารองเท้าไปซ่อนแล้วบอกแม่ว่ารองเท้าหาย แม่จะได้ซื้อใหม่
แต่ว่าซ่อนที่ไหนปลอดภัยล่ะ เอ ที่ไหนที่น้า อ๋อ ต้องซ่อนไว้ในที่ที่คนคาดไม่ถึงว่าเราจะซ่อนรองเท้ามากที่สุด
ดีมากมุ้ย มึงเริ่มฉลาดแล้ว ถูกต้อง ต้องเป็นที่ที่ทุกคนคาดไม่ถึง
มึงเลยไปซ่อนที่กลางแจ้งข้างชิงช้า เฮ้ย มึงโง่รึเปล่า เอาไปวางกลางแจ้งใครๆเค้าก็เห็นอ่ะสิ
แต่กลางแจ้งแบบนี้ก็เปนที่ที่ไม่มีใครเค้าวางรองเท้าจริงๆตามที่มันได้ตั้งใจ
แต่มึงรู้มั้ยว่ามันมองเห็นง่ายว่ารองเท้ามึงไม่ได้หาย!!!
แถมไปบอกแม่ว่าห้ามเดินไปตรงนั้นอีก แล้วบอกว่าอยากได้รองเท้าคู่ใหม่
แม่มึงก็ต้องรู้อ่ะสิ อีโง่
แล้วแม่มึงก็รู้จริงๆ แต่สงสารที่มึงโง่ เลยซือคู่ใหม่ให้ก็ได้
อย่างน้อยมิชชั่นมึงก็สำเร็จแต่แบบโง่ๆหน่อยนะ
10. การละเล่นเนสตุ้ม
บ้านอื่นอาจจะไม่เล่น แต่บ้านดิฉันที่มีพี่น้องเพียนๆทั้ง 6 คนเล่นกัน
กติกาคือทุกคนที่ขึ้นสะพานจะต้องพูดคำว่าเนสสสสสสสสสสสสสสส ให้นานจนลงสะพานถึงพูดคำว่า ตุ้ม!!
ไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องพูด
ไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นคำว่าเนสตุ้ม
ไม่มีอะไรเกี่ยวกับซีเรียลสำหรับเด็กที่เลิกผลิตไปแล้วแต่อย่างใด
เพราะมันคือการละเล่นไร้สาระของพี่น้องเพี้ยนๆ 6 คน
ความจริงน่าจะมีอีก แต่แค่นี้ก็รู้สึกตัวเองโง่ชิบหายแล้ว
คราวหน้ามาอัพเดตความเลวร้ายของมึงดีกว่าอีมุ้ย
ได้ข่าวว่าตอนเด็กๆมึงเลวมาก
ถูกต้องดิฉันเลวมาก
พบกับช่วงหน้าความเลวทั้ง 5 ประการของมุ้ย ได้หลังพักเบรคโฆษณา ที่อาจจะนานนิดนึงนะ
เพราะไม่มีเวลามาอัพบลอค 555+
บลอคแทคนี้ขอส่งต่อให้ทุกคนที่อ่าน ต้องลงชื่อไว้ด้วย ไม่งั้นแกตายแน่!!
รู้นะว่าแอบอ่านอยู่ มีสายนะยะ December 10 งานแถลงข่าวววววบางคนอาจจะได้ดูข่าวบันเทิงไปแล้วว่า
ที่บริษัทมีงานแถลงข่าวที่โรงแรมอินเตอร์คอนทีเนนทอล
ว่าปีหน้าจะมีละครเรื่องอะไรบ้าง
เอ่อ ถ้าใครยังไม่รู้
"หนึ่งมิตรชิดใกล้" จบแล้วนะคะ
เขียนเสร็จ ปิดกล้องไปแล้ว
ไปปิดที่หัวหิน ที่บ้านพี่บอยนั่นแหละ
สนุกสนานเฮฮา กินปูไปหลายตัวกับบาคาดี้ กิ๊ก๊ะ
แวะไปกินไอติมด้วยอร่อยมาก
นอกเรื่องทำไมไม่รู้
ที่จะเล่าเนี่ยไม่ได้เกี่ยวกับงานเท่าไหร่หรอกนะ
เพราะว่าไฮไลท์อยู่ที่การกินค่ะ
ไปถึงก็คว้าจานหมับแล้วก็กินซูชิเป็นอย่างแรก
ปลาดิบเป็นอย่างที่สอง เสียดายไม่ได้เอากล้องไป
ไม่งั้นได้ถ่ายรูปอาหารบุฟเฟต์สุดหรูมาให้กิน เอ้ย ดู ต่างหาก
คิดแต่เรื่องกินมาก เลยคิดเป็นกินตลอดเวลา
แล้วก็แฮมก็กินบ่อยที่บ่อยก็ไม่ใช่อะไรหรอก
เพราะมันอร่อยมาก นั่นก็ประเด็นนึง
แต่ที่สำคัญคือ คนหั่นหล่อมาก
เป็นเชฟฝรั่งหล่อๆหนึ่งคน ก็ไปวนเวียนวนเวียน
พวกเด็กผู้หญิงซิทคอมก็เดินวนกันให้วุ่น
เพราะรักกันทั้งแก๊ง 55
เอาล่ะ แต่เราห่วงของกินมากกว่าผู้ชาย
เราเลยเกินไปหาของกินอย่างอื่นทั่วงาน
มีทั้งบะหมี่เกี๊ยวเป็ดย่างอย่างดี
กระเพาะปลาน้ำแดง
ยำ ส้มตำ หมูสะเต๊ะ อาหารฝรั่งที่ไม่รู้จัก
เสต๊กเนื้อ ไวน์แดง ขนมอะไรไม่รู้มีชอคโกแลตทำเป็นถ้วยข้างในเป็นครีม
แล้วก็ขนมไทย ทั้งหลาย แต่ที่ประทับใจคือ
"แซลมอนรมควัน"
โอววววว อร่อยมาก เหมามาหมด
แล้วมีที่เค้าทำแซลมอนเป้นดอกไม้เพื่อประดับจาน
เราก็เกรงใจไม่เอาไปแล้วกัน
แล้วเราก็เดินกลับมาอีกที
เหย มันหายไปแล้ว มีคนกินจริงๆด้วย
รู้งี้เอาไปกินเองดีกว่า
วันนี้ไปดูราคาแซลมอนรมควันที่พารากอนมา
ราคาชุดนงสี่ร้อยเชียวนะ
แล้วแฮมกับเสต็กเนื้ออันนึงก็เป็นพัน
มื้อนั้นตกเฉลี่ยกินไปมากกว่าเงินเดือนเดือนนึงอีกมั้งเนี่ย!? November 26 เป็นเด็กดีให้ดาวแดงนะคะเรื่องนี้มันมีอยู่ว่าเราไม่สามารถจัดการกับเด็กแสนดื้อพวกนี้ได้สักทีในคลาสการแสดง
แต่เราโชคดีเหลือเกินที่ที่บ้านติดยูบีซี
นั่นแน่ะ งงล่ะสิ แล้วยูบีซีเกี่ยวอะไร
มันก็เกี่ยวตรงที่มีรายการลิตเติลแองเจิลเนี่ยแหละ
วิธีการจัดการเด็กให้รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำอย่างง่ายๆ
ใช้มาสารพัดแล้วแต่ก็ไม่ค่อยได้ผลเพราะเราอยู่ในสถานภาพคุณครูอะนะ
เลยออกมาคนละแบบ แต่อย่างนึงที่ได้ผลมากเลยคือการให้ดาวเด็กๆ
เด็กดีก็ได้ดาวแดงนะคะ
เด็กไม่ดีให้ดาวน้ำเงิน
น่าน ได้ผลเลยทุกคนทำตามหมด
เป็นเด็กดีกันทุกคนเลย เก่งมากเลยนะคะ
ทั้งๆที่ดาวมันไม่มีผลต่อชีวิตเลยนะ
ไม่ได้เก็บเป็นคะแนนไหรือแลกของรางวัล
จับฉลากโง่ๆก็ไม่ได้
เล่นหวยก็ไม่ได้
หรือพ่อแม่คนไหนจะเอาไปทายเลขเด็ดก็ยังว่ายากเลย
แต่ถ้าเค้าเชื่อฟังเราก็ดีแล้ววววว เย้ จะได้สอนง่ายๆนะคะ
มาวันนี้มีเด็กที่ชักจะคิดได้แล้วว่า
แล้วกูจะเอาดาวไปทำไมวะ ไม่ได้มีผลต่อชีวิตเลย
อ้าว ซวยล่ะกู
แล้วกูจะหลอกล่อด้วยวิธีอะไรล่ะเนี่ย
เอาล่ะเป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อไป
แต่วันนี้ที่สอนมีเรื่องบ๊องๆของเด็กๆมาเล่าให้ฟัง
ระหว่างที่เราให้เด็กๆเล่นจำลองตัวเองเป็นคุณครูใจร้ายอยู่
ก็มีคนเข้ามาจะเก็บรูปตอนที่เราสอน มาจากหนังสือ I AM
เด็กที่กำลังเล่นเป็นครูใจร้ายพอเค้าจะถ่ายรูปทีก็ยิ้มที
"อ้าว เล่นไปเต๊ะท่าไปได้ไงล่ะคะ เล่นไปเรื่อยๆสิคะ"
แล้วเราก็บเด็กคนอื่นก้เล่นเป็นนักเรียนต่อให้คุณครูใจร้ายจัดการ
แล้วพอจะถ่ายรูปอีก นั่น หันไปยิ้มกันเป็นแถว
แล้วพอให้เล่นสมมติเป็นเรื่องเป็นราว
ก็เกิดหมดเวลาขึ้นมากลางเรื่อง ก็บอกเด็กๆว่าหมดเวลาแล้วนะคะ
เดี๋ยวเพื่อนกลุ่มอื่นตั้องเข้ามาเรียนแล้ว
เราเล่นพอแค่นี้นะ เด็กๆก็ไม่ยอม
"ไม่เอาจะเล่นให้จบ เหลืออีกนิดเดียวเอง"
"คุณครูอ่ะ คุณครูเล่นให้จบนะ นะ นะ นะ"
"อ่ะๆ อีกแป๊บเดียวนะให้อีกแป๊บเดียวจบเรื่องให้ได้นะ"
แล้วเล่นได้สักพัก เราก็บอกว่า จบได้ยัง?
"ไม่ได้ๆ เดี๋ยวต้องให้ปีศาจ(เล่นโดยเรา)ตายอีกสามรอบก่อน"
อ้าว แล้วเมื่อไหร่จะจบว่ะเนี่ย
เอ๊าเล่นกันต่อ ท่าทางจะไม่ยอมจบกันง่ายๆซะแล้วพอเราจะตาย
"ไม่ได้ ตอนนี้คุณครูยังไม่ตาย"
อ้าว ขนาดนี้ยังไม่ตาย แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะครบสามรอบวะ
ทันใดนั้นเสียงจากข้างนอกก็ดังว่า
"เด็กๆออกมาถ่ายรูปข้างนอกเร็ว"
เด็กทั้ง 7 คนก็กรูวิ่งออกไปอยู่หน้ากล้องทันที
พอถ่ายรูปเสร้จปุ๊บก็
"คุณครูขาสวัสดีค่ะ"
แจ้นกันไปคนละทิศคนละทาง
อ้าว แล้วกูไม่ต้องตายอีก 3 รอบแล้วใช่มั้ย?
ยังไงเนี่ย ลืมง่ายอะไรจะขนาดนั้น November 15 รถ รถ รถตอนนี้กำลังอยากได้รถมากเลย
มันเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับเราเหมือนกันนะ
(เพราะเป็นผู้หญิงอะนะ)
แล้วทำงานแบบนี้ก็กลับบ้านดึกบ้างล่ะ (ไม่บ้างแต่บ่อยๆตะหาก)
ไม่ก็ไปกองบ้างล่ะ ไหนจะจ๊อบที่ต้องไปไกลๆอีก
ก็เลยคิดว่าการมีรถเป็นเรื่องจำเป็น เราเลยจัดการปรึกษาคนเหล่านี้
1. กนก ได้คำตอบว่า "ก็ดีนะหมี
หมีจะได้ไม่ต้องนั่งแท๊กซี่ทุกวันอันตราย
แถมกลับบ้านดึกๆอีก"
มีแนวร่วมค่ะ
2. เงินในกระเป๋า "อันนี้ไม่มีพอจะไปซื้อรถ
แล้วเงินเดือนก็ไม่พอจะจ่ายค่าน้ำมัน
ขานดจ่ายค่าห้องยังไม่มีเลย"
ขาดปัจจัย แนวร่วมที่ 1 เลยบอกให้ ยืมแม้ว 555+
3. ไปหาแม้ว "ฉันว่าแกเปลี่ยนงานง่ายกว่าว่ะ"
ประโยคเดียว เป็นอันว่าจบข่าว
แนวร่วมของเราเลยบอกว่า "ไปถามแม่ไป"
4. ไปหาแม่ "ไว้เก็บเงินซื้อเองแล้วกัน" เอาเป็นว่าย้อนกลับไปที่ข้อ 2
ข้อพิเศษล่าสุด ตอนที่ไปสอนที่ character club เราก็ไปไกลมากทีเดียวเชียว
พอสู้รบปรบมือกับเด็กเสร็จ (พอๆกับตอนที่สอนติวเตอร์เลย)
ก็กลับอีกแล้ว พอกลับมาถึงก็เล่าความลำบากให้แนวร่วมเราฟัง
ว่าเนี่ยเหนื่อยมากเลย หลับตลอดทางเลย
เท่านั้น แนวร่วมของเก็ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามทันที
แบบนี้มีรถไม่ได้แล้ว!! เดี๋ยวขับไปหลับไปทำงานมาเหนื่อยๆขับแล้วหลับอันตราย!
อ้าว...สรุปไม่มีใครอยู่ข้างเราซะแล้ววววว
เอเถอะเด๋วค่อยเก็บเงินซื้อทีหลังก็ได้ November 11 มีหลายเรื่องมาอัพเดทแต่ว่าอยากขอระบายเรื่องนี้ก่อนเพื่อนเลยนะ
คือว่า เมื่อวานนี้เราเพิ่งไปประชุมเรื่องสอนแอคติ้งเด็กมา
(อย่างที่บางคนรู้หรืออาจจะไม่รู้ว่าเราไปสอนแอคติ้งเด็กอายุ 4-8 ปี)
แล้วก็เกิดการรวมอาจารย์ในโรงเรียนขึ้น
เราก็ยิ่งรู้สึกอย่างเด่นชัดขึ้นมาเลยว่า
"กูห่วยยยยยย!!!!!!!"
หรือพูดอย่างเป็นทางการว่า "ไม่เก่งกาจเท่าคนอื่นนั่นเอง"
จะพูดภาษาทางการทำไม
มาว่ากันตรงๆเลยดีกว่า
ต้องสารภาพจริงๆจังๆว่า..
แบบฝึกหัดที่เราสามารถประมวลไปสอนได้
มีจำนวนน้อยมากที่มาจากการเรียนในคณะตัวเอง ภาควิชาตัวเอง
เอ๊ะ ทั้งๆที่กูอยู่สื่อสารการแสดงใช่มั้ย?
หลายคนอาจสงสัยอ้าวแล้วมึงเอาที่ไหนไปสอน
1. แบบฝึกหัดประยุกต์จากหนังสือ
2. แบบฝึกหัดจาก 8*8 (ที่ไปซุ่มเรียนมา 2 เดือน)
3. แบบฝึกหัดจากคณะเพื่อนบ้าน
4. จากประสบการณ์ที่พอจะมีเล็กๆน้อยๆที่เคยสอนมา
คำถาม? แล้วกูเรียนสื่อสารการแสดงคณะตัวเองเพื่อ?
จุดนี้กูก็ตอบไม่ชักจะได้ อ้อมแอ้มยังไงบอกไม่ถูก
ถามว่าเออ แล้วที่เรียนใช้กับวิชาชีพเขียบทซิทคอมของกูได้มั้ย?
คำตอบก็พอรู้ๆกันอยู่ว่าได้นิดหน่อยตามอัตภาพ แต่อย่างว่าใครๆก็ต้องมาเริ่มใหม่ทั้งนั้น
เอ๊ะ กลับมาที่เดิมแล้วกูเรียนสื่อสารการแสดงมาเพื่อ?
อ๋อ พื้นฐานที่ดีเพื่อจะไปต่อยอดกับที่อื่น
อ้าวแล้วเด็กที่อื่นเค้าเก่งเลยได้ไงวะ
เอ๊ะ คำถามนี้ต้องย้อนกลับไปที่ใครรึเปล่า
อ๋อ ตัวกูนี่แหละ เพราะกูโง่นี่เอง ... อ๋อ อื้ม อ๋อ อื้อ อื้อ อื้ออมมมม
งั้นกูเรียนสื่อสารการแสดงมาเพื่อ?
อ๋อ อื้อมม เรียนให้ฉลาดขึ้นจากที่เคยโง่กว่านี้ อ๋ออ อื้อมม เข้าใจล่ะ
ทำไมไม่มีใครฉุดเราจากความโง่นะ
ทำไมสื่อสารการแสดงของเราถึงไม่ฉุดเราขึ้นจากความโง่เลยน้า...
ทำไมน้า... หรือฉุดแล้วได้แค่นี้ก็น่าสงสารตัวเองจังเลยน้า..
อุตส่าห์เกือบได้เกียรตินิยมเชียวนะ
เอ๊ะหรือเพราะไม่ได้น้า เลยเป็นแบบนี้ อ๋อ เข้าใจแล้วๆ
มันเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง August 13 ไปสอนแอคติ้งมาอีกแล้ววันนี้ไปสอนแอคติ้งมา
สนุกมากเลย
หลังจากที่ทำงานเขียนบทมาได้สักพัก
มาสอนแอคติ้งแบบนี้เหมือนได้ฟื้นคืนชีพยังไงอย่างงั้น
คือเขียนบทก็สนุกนะแต่ไม่สนุกเท่าสอนแอคติ้ง
ชอบเจอคน ชอบเจอนักเรียนใหม่ๆเต็มไปหมด
ชอบอ่ะ อยากเจอนักเรียนเต็มไปหมดอย่างงี้ สนุกดี
ตอนนี้เลยจะเอาหนังสือเล่มที่กนกซื้อให้ตอนวันเกิดมาอ่านอีกทีดีกว่า
ภาคภูมิใจกับหนังสือเล่มนี้มาก
เป็นหนังสือแอคติ้งเล่มแรกที่เป็นเล่มจริงๆ
อันอื่นเป็นแผ่นๆ 555+
ตอนมันให้มาเรากรี๊ดเลยยย
โอ้ว้าว ไม่น่าเชื่อว่าจะซื้อให้จริงๆ
น่านแหละนะ
วันนี้ดูนักเรียนมาส่งการบ้านอาชีพแล้วรู้สึกจริงๆว่า
การที่เราไปเรียนที่8*8มานี่สุดยอดมาก!!
ได้ใช้วิชาที่เรียนมาแล้วมันรุ้สึกดีจริงๆ
แบบว่ารู้สึกว่าเรามีให้แล้วเราได้ให้
อย่างเขียนบทงี้ ยังรู้สึกตัวเองโง่อยู่เลย
เลยรู้สึกว่าเอ๊ะ เราได้ให้อะไรรึเปล่าวะ
เรายังไม่รู้อะไรเลยไม่ทำแบบนั้นจะดีเหรอวะ?
เอาเหอะ ยังไงก็ตาม
วันนี้เราสนุกสนานกับการสอนมาก
ชีวิตแฮปปี้ดี๊ด๊า เกิ๊บๆๆ
ชอบง่ะชอบบบบบบบบบบบบ
อยากทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจังเลยชีวิตคงมีความสุข 555+
พอมาคิดแบบนี้แล้วก็เสียดายงานสอนที่Character Clubเลย
เฮ้ออออออ เสียดายจังเลย แต่เอาเถอะ
เราก็ยังต้องทำอะไรอีกเยอะกว่าจะไปถึงตรงนั้น
ตอนนี้ยังผ่านด่านเขียนบทไม่ได้ก็ตั้งใจว่ายังไม่ไปทำอย่างอื่นหรอกนะ
ตอนนี้ก็เลยคิดถึงละครเวทีขึ้นมา
อยากเอาเวลาไปทำละครเวทีดีดีสักเรื่อง
อยากเอาเรื่องเดิมมาทำใหม่
(จริงๆก็อยากใช้นักแสดงชุดเดิมด้วย แต่มันคงไม่ว่างกัน 555+)
คราวนี้จะทำให้ดีเลิศให้ได้เลย!!
แต่ขอเติบโตและเรียนรู้อะไรอีกเยแยะมากมายก่อนนะ
จริงๆได้โปสเตอร์ของ 8*8 มาก็รู้สึกว่าอยากเล่นมั่งจัง
ยิ่งเป็นเรื่องที่เราเคยทำละครเวทีประเด็นนี้มาก่อนด้วย
อยากเข้าไปเล่นเองจังเลย คิดถึงเวทีง่ะ เฮ้อออออ July 29 ได้รูปรับปริญญาแล้ว ถ่ายกะป๊าน้อยจังเยยก็ป๊าจะมาในวันซ้อมค่ะ
แล้ววันซ้อมเนี่ยนะก็เป็นวันที่ญาติๆจะมากันะ
ที่บ้านบอกว่าจะมาถึงเก้าโมง เค้าก็รีบเลย รีบแต่งตัวแต่งหน้า
แล้วก็มารอที่คณะงี้
แต่ยังไม่มีคนมานะ มีแค่เรากับช่างถ่ายรูป(น้องเบียร์ my cousin)
น่านนนนแหละ
แล้วก็เลยไปถ่ายรูปไปเพลินๆ แต่ไม่เพลินมากเพราะอยู่คนเดียว
มันก็เปลี่ยวจายยยยย
ลองโทรหาพี่น้อง ณ บ้านกทม. ก็ยังไม่ออกมากันอีก
นี่ตกลงเรานัดกันกีโมง
สิบโมงก็แล้วก็นยังไม่มีครายมาหาเราเลย
เอ๊ะ หรือว่าจะโดนทิ้งซะแล้ว
อะไร๊ เลี้ยงมาตั้งยี่สิบสองปีจนเรียนจบแล้วค่อยทิ้ง อะไร๊
ยังไง๊ เนี่ย
แล้วเสียงโทรสับมาค่ะ
เป็นญาติ บ่ใช่พ่อแม่พี่น้องนะคะ เป็นญาติโกโหติกาค่ะ
มากันจนจะครบแล้ว แล้วพ่อแม่ช้านนนอยู่หนายยยยยย
สิบเอ็ดโมงก่าพ่อแม่ช้านก็มาถึงอย่างงี้
เป็นเพราะมาม้าแต่งหน้าช้าแลป๊าไม่สบาย
เราก็บอกตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าถ้าเกิดไม่สบายมากก็ไม่ต้องมาก็ได้
แต่ป๊าก็มานะ
แต่ไอ้คนที่ไม่มาก็คือน้องอาย
น้องอายที่สบายดีซะด้วย
แต่ไปเริงระบำเริงเล่นอยู่ในค่ายของโรงเรียน
ไอ้เด็กเนิร์ดโรงเรียน
ไม่ยอมมา ป๊าอุตส่าห์มาแต่แกไม่มา
น่าน แหละ เราก็บอกให้ป๊าไปหาหมอ
แต่ป๊าบอกว่า "จะไปได้ยังไงก็มีงานกันอยู่นี่ จะบ้าเหรอ"
อย่างงี้ ป๊าก็ไม่ยอมไปด้วยนะ
เราเลยรีบๆถ่ายรูปกับที่บ้านให้เสร็จ
ป๊าจะได้กลับบ้านไปหาหมอ
แต่กลับไปป๊าก็ไม่ไปหาหมออยู่ดี
เลยให้น้องเฟิร์นไปรักษา
แล้วมันก็รักษายังไงรู้มั้ยคะ?
อย่างที่รู้ๆกันดีว่ามันรักษาโดยการ
นอนหลับอยู่ข้างป๊า
มันไม่เรียกว่าเป็นการรักษานี่!!!
น่านแหละแต่มันก็รักษาแบบนี้
แล้วใครตื่นก่อน ป๊าค่ะ ป๊าที่ไม่สบายตื่นก่อน
และเนื่องด้วยสาเหตุดังกล่าวทั้งหมดที่ป๊าไม่สบาย
และรีบถ่ายก็เลยทำให้เรามีรูปกะป๊าน้อยจังเยย
แล้วก็มีรูปกะคนที่บ้านน้อยด้วยนะ ว้ายๆ
แล้วรูปก็มีไม่ครบพี่น้องทั้ง 6 คนที่แสนน่ารักด้วยนะ
บ้าจริง
แต่เราก็ประทับใจปะป๊ามากเลย
ที่ให้ความสำคัญกับงานนี้ของเรา
มาม้าก็เหมือนกัน
ถึงกับบอกว่าจะมาวันจริงให้เรากวันด้วย
แต่ว่าไม่ต้องมาหรอกค่ะหนูไม่อยากให้แม่ลำบาก
วันจริงแม่ก็เลยไม่มา
พี่แม้วโดดงานช่วงสองชั่วโมงมาหาเราด้วย
พร้อมกับพี่ติวและน้องอายที่พยายามมาชดใช้ความผิดของตัวเอง
เกิ๊บบบบบบบ
และขอขอบคุณทุกคนที่มางานรับปริญญาของเรา
ประทับใจมากๆเลยค่ะ July 06 คนทำงานตอนนี้เริ่มชีวิตการทำงานอย่างเต็มตัวล่ะนะ ไม่สนุกเหมือนตอนเรียนเลย ตอนเรียนสนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะก่าเยอะเลย ชีวิตคนทำงานมันช่างเศร้าแสนเศร้า ตอนนี้ที่เศร้ามากก็คือไม่มีเวลาให้กับที่บ้านเลย กลับมาอยู่บ้านในวันที่พี่น้องไม่อยู่บ้าน ทำงานเสร็จกลับไปถึงทุกคนก็นอนหมดแล้ว ตื่นขึ้นมาทุกคนก็ออกไปหมดแล้ว เหมือนเด็กขาดความอบอุ่นเลยอ่า มะเคยขาดความอบอุ่นอ่า มาขาดตอนนี้เลยรู้สึกเหงาๆไงไม่รู้ อ๊า... ต้องเป็นโรคซึมเศร้าแน่เลยยยยยย
ตั้งแต่ทำงานนี่เป็นช่วงชีวิตช่วงแรกที่ไม่มีสเกดวลเลย คาดหวังอะไรในอนาคตไม่ได้ นัดใครก็ไม่ได้ ขาดสังคมอ่ะ ถ้าเป็นซิมส์ตอนนี้ระดับสังคมคงจะต่ำมากเลย
แต่เชื่อว่าเดี๋ยวเราจะต้องปรับตัวได้!!!! ฮึ่ย!!!! June 10 กลับมาแล้ววววไม่ได้เขียนซะนานเลยเนอะๆๆๆๆ
กนกกลับมาแล้วววววววววววว
เราก็ดีใจมากๆเลยไปรับมันที่สนามบินมาด้วย
แล้วก็รู้มาว่าแม่มันจะมารับเราก็เลยมองหาแม่มันว่าอยู่ไหน
แล้วก็มองแล้วมองอีกก็ไม่เจอสักทีก็เลยบ่นกับขวัญว่า
"แม่มันชื่อ A(นามสมมติ) ตะโกนเรียกA(นามสมมติ) เลยได้ปะวะ"
แล้วก็หันไปมองข้างๆที่ขวัญยืนอยู่แล้วก็พบว่า
คุณ A(นามสมมติ) ยืนอยู่ข้างขวัญด้วย
ดิฉันก็ถอยกรูดเลย คาดว่าคงได้ยินเต็มสองหูไปแล้ว
อีขวัญเลยบอกว่ามึงก็เข้าไปทักเค้าดีดีสิวะ
แต่เมื่อกี้กูเพิ่งจะเล่นกบาลเค้าเองนะจะให้กูไปทักเลยเหรอ
เลยรอสักพักนึงกะว่าเค้าจะลืมแล้วค่อยเข้าไปทักทาย
โชคดีเหลือเกินที่ช่วงเวลาสองนาทีจะทำให้เค้าลืม
หรืออาจจะแกล้งลืมเพื่อให้กูไม่เจื่อนแล้วไปด่าเด็กเปรตทีหลังก็ไม่รู้
แต่คุณแม่เค้าใจดีคงจะอภัยให้เด็กไม่ประสีประสาอย่างเราแหละนะ
แล้วก็ยืนรอเป็นเพื่อนกันจนมันกลับมา
ผมนี่ก็มันได้อีกรู้เลยว่าไม่คิดจะสระมาตลอดสามเดือน (กูจะกัดมันทำไม)
แต่ของฝากเต็มไม้เต็มมือ น่ารักมาก ประทับใจมากๆเลย
ยิ่งเราได้อ่านไดอารี่การทำงานของมันแล้ว
ก็รู้สึกว่ามันช่างลำบากยากเข็ญจริงๆในวันนึงๆ
ของฝากของมันก็คือความเหนื่อยของมันจริงๆ
มันคงลำบากมากๆเลยในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา
ที่เราเอาแต่เที่ยวเล่นและงี่เง่าไปวันๆ โอ.......
แต่ว่ามันกลับมาก็ย้ายไปอยู่ห้องใหม่
แถมอยู่คนเดียวอีกแล้วไงคะเกิดอะไรขึ้นคะ
เอาอีกแล้วค่ะ ตามสูตร
มันหลับแล้วก็ได้ยินเสียงใครไม่รู้หัวเราะ...อยู่ประมาณปลายเตียง
ง่า...น่ากลัวมาก
มันเลยพยายามหาคนไปนอนเป็นเพื่อนไปวันๆ
เปิดรับสมัครอยู่นะคะ
แต่เอามาบอกแบบนี้จะมีคนกล้าสมัครเหรอ
เอาเป็นว่า สมมติว่าไม่ได้อ่านเรื่องเมื่อกี้แล้วกัน
กนกอยากได้คนไปนอนด้วยอยู่นะคะ May 19 ..."ตอนนี้พอนึกถึงเรื่องโชจิ ฉันก็ยังเจ็บไม่หาย
ก็เลยพยายามไม่คิดถึงมัน..
เรื่องโชจิน่ะ...ฉันลองมาคิดดูว่าเขาเริ่มนอกใจฉันเมื่อไหร่
แล้วเขาคิดอะไรถึงได้ทำแบบนั้น คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
แต่เพราะฉันไม่รู้อะไรเลยทำให้ช่วงเวลาที่มีความสุขกับโชจิ
กลายเป็นความทรงจำอันเลวร้ายทั้งหมด
โดนคนที่เชื่อใจที่สุดหักหลังน่ะ
มันทำใจให้ลืมไม่ได้ง่ายๆหรอกนะ..
ไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนโกหก"
เราขอยกทุกอย่างให้เป็นเรื่องโกหกซะให้หมด
เพื่อตัดปัญหาความใจตุ๊ดและไม่รู้จักตัวเอง
ถ้าโกหกได้ขนาดเรื่องของตัวเอง
ก็คงโกหกได้ในทุกๆเรื่อง
และโกหกได้กับทุกๆคน
และโกหกได้ไม่ซ้ำกันโดยไม่รู้ตัวว่าที่พูดไปมันไม่เหมือนเดิม
เรื่องไหนจริงเรื่องไหนโกหก แค่เอาปัจจุบันก็ยังไม่รู้เลย
"โชจิก็เลยเป็นเฉพาะของนานะ"
และเพราะไม่มีใครเป็นนานะเลยไม่มีคนเป็นโชจิ
ความรู้สึกเทียบเคียงก็เลยเอาแต่เทียบเคียงเฉพาะความค้างคาใจ
ไปเทียบเอาตอนที่ดีดีไม่ได้
ก็คนเรามันไม่เหมือนกันนี่เนอะ
คนโกหกให้ตายมันก็ยังโกหก
บางทีอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังโกหกด้วยซ้ำ เนอะ:) May 17 มันเส้ามากกกกเมื่อวานนี้ไปเรียนแอคติ้งเสดแล้วก็ไปออฟฟิศต่อ
ทำงานถึงตีสองกว่าๆแน่ะแล้วก็กลับบ้าน
ทำงานไม่เป็นเวลาเลย จะทำเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หยุดวันไหนได้บ้างก็ไม่รู้ นัดกะเพื่อนไปไหนวันไหนได้ก็ไม่รู้
อยากกลับไปหาป๊ากะม้ามากๆเลยก็ยังกลับไม่ได้
แถมมาม้ายังจะไม่ให้เงินแล้วด้วย
งืออออออออออออออออออออออออออ
เศร้าครั้งที่หนึ่ง
บทที่เขียนไปก็เขียนเป็นเวทีไปหน่อย
เขียนเป็นซิทคอมไปหน่อย
เขียนฝรั่งไปหน่อย
ย้วยไปหน่อย
แล้วที่สำคัญคืออย่าเขียนบทที่นักแสดงต้องตีความเอง
เพราะนักแสดงไทยไม่เก่งขนาดนั้น
ต้องเขียนให้หมดว่าจะให้ทำอะไร
เศร้าไหมล่ะ วงการนี้
กลัวจังเลย
แบบว่าพอเขียนบทที่มันลงล๊อคแบบนี้
แล้วกลัวลืมตัวเองอะ
กลัวลืมว่าตัวเองเคยเขียนแบบไหนแล้วมีความสุข
เขียนแบบไหนแล้วมีศิลปะ
เขียนแบบไหนแล้วคนชมคนชอบ
เศร้าเนอะที่ต้องอยู่ในกรอบแบบนี้
ตื่นขึ้นมาวันนี้มาม้าโทรมาพอดี
ถามว่าเป็นยังไงบ้างก็เศร้าๆพอประมาณ
เพราะอยากเจอมาม้ากะปาป๊ามากๆเลย
พอวางไปก็เลยร้องไห้
แล้วโรดก็โทรมาก็เลยร้องไห้กะโรด
โรดบอกให้อดทนเพราะมันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ
ตอนนี้เลยปวดหัวตึ๊บๆเพราะร้องไห้
แต่ว่าจะอดทนนะ
คนเรามันก็ต้องเจอความลำบากแบบนี้แหละ
คนอื่นยังเหนื่อยกว่าเราตั้งเยอะ!!
สู้สู้ May 06 ..ไปเที่ยวมาล่ะ:>...คิคิณ สน.หนึ่งในกทม.
ดิฉันมีธุระจะต้องไปจ่ายค่าปรับและเอาใบขับขี่คืน
และแล้วก็หาสน.ไม่เจอเพราะไม่เคยเยื้องกรายเข้าไป
อ่ะเจอแล้วอยู่หลืบตรงนั้นว่าแต่...พี่จะสร้างสน.ไว้ตรงนี้ทำไมคะ
แบบว่าพื้นที่ด้านหน้ามีเยอะเหลือเกิน
เว้นไว้ให้จานบินลงเหรอคะ
เปล่าค่ะ เค้าเว้นไว้ให้เล่นบาส แต่ติดป้ายว่าห้ามเล่นบาส เอ๊ะ..ยังไง
แต่ก็เข้าไปเถอะค่ะเด๋วจะอดได้ของคืน
ก็เลยเข้าไปจะจ่ายค่าปรับก็ไปตามทางเดินแล้ว
สน.นี้มีการจัดระเบียบไหมคะ ไม่มีค่ะ
ก็เป็นมืดๆทึมๆ น่ากลัวกว่าอยู่ข้างนอกอีกค่ะ
ดิฉันคาดว่าถ้าอยู่ไกลตำรวจจะอุ่นใจกว่าแต่ก็เดินเข้าไปเลี้ยวสองทีแล้วก็พบว่า
...อยู่ข้างนอกมันปลอดภัยกว่าเจรงๆ...
มันเป็นกรงขังค่ะ มีนักโทษด้วยค่ะ
ฉันก้ว่าเข้ามาไม่ผิดทางนะคะ
แต่ทำไมเจอห้องนี้ก่อนแล้วค่อยเจอห้องเสียค่าปรับวะ
แต่หลังจากนั้นก็ชีวิตปรกติค่ะโดนตำรวจหยิ่งใส่อย่างเคย
หล่อนักเหรอ หือ...
อย่าให้กรูได้ผัวเป็นผู้บัญชาการพวกมึงนะ
...จะเอาส้นตีนถีบหน้า...
เอาล่ะค่ะเข้าสู่เรื่องชีวิตติ๊ดชึ่งที่ผ่านการไปเกาะช้างมาแย้ววว
เป็นการไปเกาะช้างที่..555+ ขำได้อีกนะ
แบบว่าไปถึงรีสอร์ทนะคะก็ไปเห้นสระว่ายน้ำ เย้ เย้......ขนาดเล็ก หือ..!?
อ๊ะ ไปดูหาดทรายก็ได้ เย้ เย้ หาด........................หิน หือ !?
อ้าวแล้วจะได้เล่นทะเลไหมคะ
ไม่เป้นไรค่ะเด๋วไปดำน้ำพรุ่งนี้
ถึงวันไปดำน้ำค่ะ
ฉัน อวน ต้อง นอนเล่นอยุ่ในห้องทำเรื่องมีสาระด้วยการนอนดูการ์ตูนช่อง KCTV
ทีเป็นการ์ตูนเรื่อง Beauty & the Beast และ sleeping beauty
แต่ว่าเวอร์ชั่นของที่นี่บิวตี้แอนด์เดอะบีสต์นี่มีการตัดเอาเพลงในภาควันคริสมาสตของเบลล์
เข้ามสใส่ผสมกับภาคปรกติด้วยนะคะ งงนิดๆ แต่มันเนียนดีนะ
แล้วก็สลีปปิ้งบิวตี้ของปลอม ตลกดี
พอดูจบก็เพิ่งเอะใจว่ามันเงียบผิดปรกติ
อะเอ้ยยยย ข้างนอกไม่มีคนอยู่สักกะคนเดียวเพราะพวกมันไปดำน้ำกันหมดแล้ว
ทิ้งเราสามคนเอาไว้ 555+ เลยกลับบ้านกันซะเลย
พายุก็เข้าฝนก็ตกน้ำก็อดดำ เอาเถิด กลับบ้านดีกว่า
ตอนนี้แหละที่สนุกที่สุดในการมาเที่ยวครั้งนี้เพราะได้กลับเองโบกรถเอง สนุกดี 555+
April 27 เจ้าฮาจิ กับ โชจิเราชอบฉากนี้ในนานะเล่ม 11 มาก
(ขอเขียนถึงหน่อยนะ คงไม่โดนลิขสิทธิ์ใช่ไหมเนี่ย)
นานะ (เจ้าฮาจิ) ได้เจอกับโชจิที่แจ๊คสันเบอเกอร์
ร้านเดิมๆที่ทั้งคู่เคยไปก่อนจะเลิกกันเพราะโชจิไปมีซาจิโกะ
และฮาจิจับได้แบบเห็นเต็มตา
พูดได้แต่ว่า "ไม่เอาแล้ว"
ครั้งนี้ก็เจอกันโดยความบังเอิญแบบตั้งใจ
เพราะนานะเพิ่งบ่นกับจุนโกะว่า
"ตอนนี้พอนึกถึงเรื่องโชจิ ฉันก็ยังเจ็บไม่หาย
ก็เลยพยายามไม่คิดถึงมัน..
เรื่องโชจิน่ะ...ฉันลองมาคิดดูว่าเขาเริ่มนอกใจฉันเมื่อไหร่
แล้วเขาคิดอะไรถึงได้ทำแบบนั้น คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
แต่เพราะฉันไม่รู้อะไรเลยทำให้ช่วงเวลาที่มีความสุขกับโชจิ
กลายเป็นความทรงจำอันเลวร้ายทั้งหมด
โดนคนที่เชื่อใจที่สุดหักหลังน่ะ
มันทำใจให้ลืมไม่ได้ง่ายๆหรอกนะ..
ไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงเรื่องไหนโกหก"
ในช่วงเวลาก่อนที่นานะจะไปชมดอกไม้ไฟในงานเทศกาลก็แวะเข้าไปในร้านเดิม
และคนเดิมๆอย่างโชจิที่เพิ่งบ่นกับเจ้าของร้านว่ากลัวจะเจอนานะ..ก็นั่งอยู่ในนั้น
"ลางสังหรณ์แม่นจริงๆเป็นเพราะท่านพญายมแน่ๆ" นานะทำหน้าเสียใส่
"ถ้ารังเกียจขนาดนั้นก็อย่ามาสิ" โชจิตกใจผละออกจากโต๊ะเหมือนเด็กที่ไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร
"ก็ซาจิโกะเค้าหิวนี่นา" เธอเอามือลูกท้องบอกเป็นนัยด้วยรอยยิ้มสดใส
"ทำไมต้องตั้งชื่อนี้ด้วย" โชจิชักจะสติแตก
"ฉันก็ไม่รู้ไม่ได้อยากตั้งนะ แต่ว่าสามีฉันบอกว่าชื่อนี้แหละดีแล้ว"
"สามี.. ทาคุมิวงแทรปเนสท์" หน้าตากึ่งถามแต่นานะถึงกับอึ้งแล้วกุมขมับตัวเอง
"จุนจังปากสว่างอีกแล้ว" เธอชักจะสติแตกบ้าง
"จริงเหรอเนี่ย" โชจิเอ่ยรับทันควัน
นานะหันมามองและเพิ่งรู้ว่าเสียท่าบอกความจริงไปแล้ว
"ไม่เป็นไรหรอกฉันไม่บอกใคร" เสียงกึ่งสั่นกึ่งตื่นเต้นและพูดพล่ามแบบลืมสติไปชั่วครู่ "สัญญากับท่านพญายมก็ได้ ถ้าจะให้สาบาน...ฉันก็สาบานนะ" และเมื่อสติกลับคืน "ขอลายเซ็นเรร่าหน่อยได้ไหม" (นักร้องนำวงแทรปเนสต์)
แล้วบรรยากาศการคุยจากความเกร็งก็ดูเหมือนจะเป็นความคุ้นชินที่คุ้นเคยมากขึ้น
"เพชรเม็ดเบ้อเร่อเลย" โชจิมองแหวนที่นิ้วของนานะ "จนๆอย่างฉันไม่มีปัญญาซื้อ ดีจริงนะคุณนายที่ไม่ต้องมาลงเอยกับฉัน"
"นี่ พูดเหมือนกับว่าฉันเลวที่ทิ้งโชจิไป"
"ก็มันเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ คบมาตั้งนานดันพูดว่าไม่เอาแล้วเห็นฉันเป็นของเล่นเหรอ" โชจิตีหน้าเศร้า
"แต่เธอเป็นฝ่ายนอกใจนะ" นานะโวยวายเหมือนเด็ก
"ฉันรู้ดี ขอโทษนะ"
"คิดว่าขอโทษแล้วจะหายเหรอ"
"ขอโทษ .. แต่เรื่องก็จบไปแล้วนี่นา"
"ฉันอุตส่าห์รอให้มาง้อ"
"ถ้าเธอเปิดโอกาสฉันก็อยากจะคืนดีอยู่หรอก"
"ทั้งๆที่เคยบอกว่ารักฉันแต่ทำแบบนี้แปลว่าทุกอย่างเป้นเรื่องโกหก"
"ฉันจำไม่ได้นะว่าเคยพูดแบบนั้น"
"จริงเหรอ แต่ฉันได้ยินนี่นา" นานะโวยวายใส่
"เข้าใจแล้ว แต่ฉันไม่ได้โกหกเธอนะ" โชจิพยายามปรามแล้วบอกความจริงกับนานะ
ว่าเขานอกใจอยู่แค่ 2 สัปดาห์
นานะยิ้มรับด้วยความยินดีที่เรื่องโกหกมีแค่ 2 อาทิตย์สุดท้ายเท่านั้น
แต่เจือด้วยความเศร้าของความจริงที่ถูกนอกใจ
ทั้งคู่ออกจากร้านพร้อมกัน
"ทำไมซาจิโกะทำงานแต่เธอเที่ยวเล่นล่ะ"
"คนละกะกัน อีกอย่างตอนนี้เราก็คุมเรื่องเงินอยู่แล้ว"
"เป็นภรรยาที่เข้มงวดหน้าดูเลยนะ"
"ไม่หรอก การหาเงินเพื่อใช้จ่ายอย่างเธอต่างหากที่ประหลาดน่ะ" โชจิเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต
"โชจิไม่รู้อะไรฉันน่ะ จริงจังขึ้นกว่าแต่ก่อนนะ" เธอเถียง
เค้ายิ้มขึ้นด้วยแววตาเศร้าชั่วครู่ "รู้สิ"
นานะถึงกับเงียบไปและโทนเสียงเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด "จุนจังบอกเหรอ"
"นานะจะไปกับใครเหรอ" โชจิเปลี่ยนเรื่อง
"ความลับ"เธอพูดทีเล่นทีจริง ทำให้เขาหัวเราะออกมาก่อนที่จะนิ่งเมื่อได้ยินประโยคต่อไปที่พูดออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"เพราะงั้นถึงจะบังเอิญเจอกันก็ไม่ต้องทักนะ.ฉันก็กะจะทำแบบนั้นเหมือนกัน"
เขาหันหลังกลับมามองนานะแล้วก้มหน้าลงชั่วครู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ขอโทษจริงๆนะ"
นานะรับความรู้สึกขอโทษจากใจของโชจิได้
"ไม่เป็นไรหรอก" เธอก้มหน้า "ฉันเองก็ทำอะไรไม่ดีไปเยอะแยะ"
โชจิเงยหน้ามองด้วยความไม่อยากเชื่อ เพราะตัวเขาปฏิเสธสิ่งที่เธอพูดขึ้นในจิตใจ
"แต่พอลองมาคิดเรื่องที่เธอเอาแต่ใจมันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย"
นานะแทบไม่เชื่อหูที่ได้ยินประโยคนี้จากโชจิ ราวกับว่าเรื่องที่ทำให้พวกเขาต้องแตกหักกลับเป็นเรื่องเล็กๆที่พวกเขาน่าจะก้าวผ่านไปด้วยกันได้
"พูดไปเธออาจจะแค้น แต่การที่ได้คุยกับนานะ ฉันรู้สึกสนุกจริงๆ..ต่อไปจะไม่เจอกันแล้ว คนที่มีชนักติดหลังต้องทำตัวดีดี"
นานะได้แต่มองโชจิเอ่ยคำลาขาดกัน
"ไปแล้วนะ" เขามองด้วยแววตาเศร้าสร้อยเพราะไม่มีความเป็นไปได้ของเขาทั้งคู่อีกแล้ว
เธอยิ้มขึ้นมาแล้วยกมือขึ้นจะโบกลา
"รีบไปเถอะ" นานะเตรียมส่ง
"เธอไปก่อนสิ นัดเจอกันที่ไหนเหรอ"
"บอกแล้วไงว่าความลับแต่ยังพอมีเวลาเดินเตร็ดเตร่อีกหน่อย"
"เธอนี่ ชอบเดินเตร็ดเตร่เดี๋ยวก็หลงทางอีกหรอก" เค้าดุนิดๆเพื่อเตือนเหมือนเมื่อครั้งเก่า
"ไม่หลงแล้ว รีบไปเถอะ" เธอก็รับเหมือนครั้งเก่าเช่นกัน
ทั้งคู่มองกันชั่วครู่ก่อนที่นานะจะยกมือขึ้นลาอีกครั้ง
"ว่าแต่..ซาจิดกะคลอดเมื่อไหร่" โชจิถามเปลี่ยนบรรยากาศ
"แหม...ปลายเม.ย.มั้ง"
"งั้นรักษาสุขภาพดีๆนะ" เขายิ้มอย่าสดใสแล้วยกนิ้วโป้งให้ "ลูกเกิดมาจะได้แข็งแรง"
นานะหัวเราะในท่าทางของโชจิ
ก่อนที่ทั้งคู่จะหันหลังเดินแยกไปคนละทางอย่างรวดเร็ว
เพราะแทบจะเก็บกักน้ำตาไว้ไม่ได้
เสียงของโชจิยังคงก้องอยู่ในใจของนานะ
"แต่พอลองมาคิดเรื่องที่เธอเอาแต่ใจมันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย"
"สายตายาวรึเปล่านะยิ่งไกลจะยิ่งเห็นชัด แต่สิ่งที่อยู่ใกล้ๆกลับมองไม่เห็น" เขาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเศร้า
เมื่อต้องแก้ตัวกับซาจิโกะเรื่องตาแดง และอ้างว่าเป็นเพราะคอนแทคเลนส์
ชอบฉากนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เพราะเข้าใจจิตใจของฮาจิ และเพราะอยากทำแบบฮาจิ
แต่ไม่เอาท้องนะ 555
แต่ถ้ามีโอกาสจริงๆเรื่องของเราก็คงไม่ได้จบแบบนี้หรอกกกกก 555 April 22 อ๊ะๆ ตอนนี้มีไฟนะคะคือว่าช่วงนี้ก้มีไฟในชีวิตเข้ามาได้ไงไม่รู้
แต่ก็เป้นเรื่องน่ายินดีอย่างมากที่จะมีไฟ
เพราะว่าได้ไปเรียนแอคติ้งเพิ่มด้วยค่ะ
ที่แถวๆคณะ(ถึงจะโดนจวยด่าว่าเนิร์ดแต่กูก็ไม่สนเพราะกูอยากรู้)
ก็เป็นคณะละครแหละค่ะชื่อ "แปดคูณแปด"
อ๊ะอ้า..อย่าคิดว่าทำไมกูต้องเรียนเพราะคำตอบก็คือ
เพราะกูอยากเรียนไง กูห่างหายจากการเรียนแอคติ้งมานานแล้ว
อยากเรียนตั้งแต่เทอมที่แล้วแต่ก็ไม่มีใครเปิดให้เรียน
เป็นเด็กเอกการแสดงแต่ไม่มีวิชาการแสดงให้เรียนแล้ว
ต้องไปเรียนวิชาสปีช..โอ มันช่างน่าเศร้า
ได้เพื่อนใหม่ได้สังคมใหม่ช่างสนุกสนานและมีความสุข
เพิ่งรู้ตัวว่าเป้นคนชื่นชอบการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
ไม่ได้พูดคุยแล้วมันจะแห้งเหี่ยว
คราวนี้ไปเรียนตอนแรกๆก็เกร็งๆแหละแบบก็ตื่นเต้นนิดหน่อยกังวลว่ะ
แต่ว่าวันนี้ไม่กังวลแล้วคือไม่คิดแล้ว ทำเลยๆๆๆๆ
แต่ได้ดูคนอื่นเรียนก็ดีนะได้เห็นปัญหาคนเยอะขึ้น
แล้วรู้สึกได้ว่าคุณนิกรขอเรียกว่าครูนิกรที่สอนอะนะคะ
เค้ามีวิธีการสอนที่ไม่เหมือนครูดาว
คือครูดาวเค้าเจอปัญหาเค้าก็แก้ๆๆๆๆให้
แต่ครูนิกรเนี่ยเค้าเจอปัญหาแต่ว่าปูพื้นฟิสิคอลให้แน่น
พอมันมีฟิสิคอลแน่นมันจะค่อยๆซึมซับและเข้าใจไปเอง
คือให้จิตใจกับร่างกายมันผสานกันลงตัวพอดี
แล้วมันจะเป็นไปโดนอัตโนมัติของมันโดยไม่คิดไปเอง
เราเรียนแล้วรู้สึกว่าจินตนาการแข็งแรงขึ้นอย่างมากมาย
เห็นอะไรชัดขึ้น เห็นอะไรละเอียดขึ้น เข้าใจร่างกายมากขึ้น
และใส่ใจกับสภาวะร่างกายและจิตใจมากขึ้น
เข้าใจความสัมพันธ์ของมันมากขึ้น
คือไม่ใช่สักแต่ว่าไม่คิดๆเจอๆๆๆ
แต่ได้คิดคือมันต้องมีจุดที่คิดนิดนึง
เหมือนใจเย็นลงอะนะ
เมื่อก่อนเกลียดการเล่นกับอากาศ
แต่ตอนนี้ชอบอยากเล่น
อยากทำให้ครูดูว่าเป้นไงใช้ได้ยัง
แต่เราว่าตอนนี้คนในคลาสเรากังวลเยอะมาก
มีเรื่องให้กังวลเยอะมากและกำลังถามหาสิ่งที่ดีที่สุด
แต่ความจริงมันไม่มีจุดตายตัว การแสดงก็อย่างงี้แหละนะ
เอ้อ ไปดู Perhaps Love มาแล้วล่ะ
คนเค้าหล่อจริง
ฉากเต้นไม่สวยอะค่ะ ไม่ชอบฉากเต้น
แต่ว่าเค้าทำซึ้งดีนะ
เราชอบประโยคของทาเคชิที่บอกว่า
"เจ้าจ๋อ อย่าลืมปักกิ่งนะ"
ชอบมาก ชอบๆๆๆ
เป้นประโยคที่ธรรมดามากแต่พอปูมาทั้งเรื่องแล้วลงประโยคนี้
มันมีความหมายมากเกินประโยคนี้เหลือเกิน
แล้วเรื่องนี้มีอีกหลายประโยคปรัชญามีอันนึงเหมือนนานะเล่มสิบเอ็ดด้วยค่ะคือ
"คนเรามักจะมองเห็นความรักชัดก็ต่อเมื่อมันผ่านไปแล้ว"
แต่ประโยคในนานะที่เราประทับใจมากคือ
"มาคิดดูแล้ว ที่เธอเอาแต่ใจมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเลย"
โชจิพูดตอนมาเจอฮาจิอีกครั้งที่ร้านแจคสันเบอเกอร์
แล้วก็ตอนที่จะจากกันไปก็มีอีกประโยคของฮาจิบอกว่า
"ถ้าเจอกันก็ไม่ต้องทักนะ ฉันกะว่าจะทำแบบนั้นเหมือนกัน"
แล้วทั้งคู่ก็ร้องไห้จากกันไป
โอ..มันเศร้าได้อีกค่ะจอร์จ (จอร์จคือพระเอกพาราไดซ์คิสนี่)
มีแต่ความรักเศร้าสร้อยผ่านเข้ามา April 16 สิ้นชีวิตแล้วค่ะได้เข้าไปพบกับท่านทาเคชิคาเนชิโร่มาเรียบร้อยแล้ว
ช่างเฮี้ยนจริงๆเลย สงสัยจะหล่อเกินไป
กล้องเราเลยไม่สามารถจะถ่ายได้เลยนะ
แบบอะไรไม่รู้ทาเคชิเนี่ยถ่ายไม่ได้เลย
แต่ใต้เท้ามินจุงโฮเนี่ยถ่ายได้ถ่ายดี
และยามที่ใต้เท้ามินไร้หนวดเนี่ย..มันก็..ไม่ใช่คนนี้นี่นา
แต่ว่าเค้าไนซ์มากเลยนะ
ทาเคชิเนี่ยเป็นสุดยอดของสุดยอดดาราที่เค้าชื่นชอบมากๆเลย
พอได้มาเจอตัวจริงแถมได้ถามคำถามหนึ่งคำถามให้ทาเคชิมองหน้าเรา
แทบจะละลายไปเลย คนอะไรหล่อได้อีกนะคะเนี่ยหล่อได้อีก
คำถามของเราก็คือ "อยากทราบว่าการทำงานกับปีเตอร์ชานเป็นยังไงบ้าง"
โอ้...ตอบเหี้ยอะไรไม่รู้แหละ รู้แต่ว่าหล่อมาก
บรรยากาศการสัมภาษณ์ก็เป็นไปอย่างเป้นทางการอะนะ
เค้าห้ามถ่ายรูประหว่างสัมภาษณ์แล้วก็ห้ามถามเรื่องส่วนตัวให้เวลา40นาทีเป๊ะ
ตอนแรกคิดว่าทาเคชิเรื่องมากเหรอวะ
แต่เปล่าค่ะเปล่า ทาเคชิไม่ใช่คนเรื่องมาก
แต่อีบริษัทที่เอามันมาเนี่ยแหละที่เรื่องมาก
สังเกตได้จากการที่ทาเคชิพยายามจะรู้ว่าเราถามอะไรนะ
แต่ใต้เท้ามินเจ๋งกว่าตรงที่ถามล่ามเองเลยว่าเค้าถามว่าอะไร
คือเค้าถามเรื่องลูกชายมินจุงโฮนะ
ใต้เท้ามินก็แบบตอบให้เลยบอกว่าลูกเคาน่ารักมากฉลาดมากหล่อกว่าเค้าอีกแบบนี้
แต่ว่า...อายุ 6 เดือนเองนะ ตลกดี จังหวะเค้าดีมาก 555
อ้อๆที่จะด่าคือล่ามล่ะ ล่ามของพี่ทาเคชิเนี่ย
แปลได้มั่วอยู่เพราะนักข่าวที่เค้าพูดภาษาจีนได้เนี่ยเค้าบอกเองเลย
บอกว่าเค้าแปลคำถามไม่ตรงแปลกลับมาก็ไม่หมด
เราก็ว่างั้นนะเพราะพี่ทาเคชิเนี่ยพูดมากอยู่
แต่ล่ามแปลหน่อยนึง ไหวมะห่ะ ล่ามเนี่ยไหวมะ แถมเป้นผู้หญิงอีก
อิจฉาเหอะได้นั่งเคียงข้างอย่างนั้น
แต่ล่ามตาจีจินฮี(ใต้เท้ามิน)ตลกพอๆกับใต้เท้ามินเชียว เลยสนุกดี
เอาเป็นว่าเราถ่ายวิดิโอกับรูปไว้ด้วยอะนะ
แต่ว่าจะเก็บเป้นของส่วนตัว
เก็บไว้เป็นที่ปลาบปลื้มอยู่คนเดียว
ดูแล้วดูอีกจนพี่เค้าช้ำแล้วเนี่ย
เอ้อ เรื่องสำคัญที่ทำให้เราทรมานใจมาจนถึงวันนี้ก็คือ
เรื่องฮาเวสมูนนะ อีน้องมายน้องเมมันเอาไปเล่นแล้วยังไงรู้ไหมคะ ยังไง
มันก็เซฟทับของเราไปสิคะ
อีเด็กเปรตตตตตตตตตตตตตต
กรูเนี่ยเล่นมา 1 ปี 2 ฤดูกำลังจะแต่งงานนะกำลังจะแต่งงาน
เพอร์เฟคเกมส์ เก็บเหตุการณ์ชาวบ้านได้จะครบแล้ว
แล้วมันเป็นครายยยยยยยยยยยย
เป็นเด็กข้างบ้านที่พอทำลายอนาคตของฮาเวสมูนของฉันไปแล้วเนี่ย
มันก็วิ่งหนีกลับบ้านแล้วพอตั้งหลักได้ก็มาขอโทษ
แล้วพอถามว่า "ทำไมไม่ถามก่อนล่ะ"
มันก็ตอบว่า "ขี้เกียจ"
อีเด็กเปรตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตต |
|
|